ยุคกะเพรา 60 บาท อาหารสิ้นคิดที่จะซื้อกินก็ยังต้องคิด

298
0
Share:

ยุค กะเพรา กระเพรา 60 บาท อาหารสิ้นคิดที่จะซื้อกินก็ยังต้องคิด เงินเฟ้อ

ต้อนรับคนไทยเข้าสู่เดือนกรกฎามหาโหด เพราะถือเป็นอีกเดือนแห่งมหกรรมการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคครั้งใหญ่ เรียกได้ว่าขึ้นไม่แคร์ไม่สนรายได้คนในประเทศกันเลยทีเดียว

ขณะที่รายจ่ายผุดขึ้นประหนึ่งดอกเห็ด แต่รายรับคนไทยเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ลืมใส่ปุ๋ยที่ต่อให้ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต เหมือนกับคนไทยที่กำลังถูกมัดมือชกด้วยค่าครองชีพแสนแพง ที่แม้จะอยากหลีกเลี่ยงแทบตาย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนอยู่ดี เพราะเล่นขึ้นราคาตั้งแต่ผักยันโลงศพ ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารตามสั่งที่เปรียบเหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของหลายต่อหลายคน ซึ่งในตอนนี้พ่อค้าแม่ขายต่างอ้อนวอนขอความเห็นใจลูกค้า และขอขึ้นราคาเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับขึ้นรายวัน ฟาดมาตั้งแต่ผักครอบไปถึงเนื้อสัตว์ก็ต่างแย่งกันขึ้นราคาเหมือนกลัวน้อยหน้า นอกจากนี้ยังมีซอสปรุงรส น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสุกี้ และผงชูรส พ่วงท้ายด้วยก๊าซหุงต้มที่ปรับขึ้นอีกถังละ 15 บาท เป็น 378 บาทต่อถัง เห็นแบบนี้ได้แต่เอามือมาก่ายหน้าผาก วอนผู้ประกอบการเห็นใจ และเหมือนโชคคนไทยยังพอมีอยู่นิดนึง เพราะสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงและผู้ประกอบการรายใหญ่ ยืนยันว่าจะช่วยตรึงราคาข้าวถุงต่อไป

ผลกระทบจากการปรับราคาดังกล่าวส่งผลให้ราคาเฉลี่ยอาหารจานเดียวดีดขึ้นจนน่าตกใจ สอดคล้องกับผลสำรวจของ LINE MAN Wongnai พบว่าในรอบ 1 ปีราคาอาหารจานเดียวแพงขึ้นถึง 6.7% โดยเฉพาะอาหารสิ้นคิดอย่างผัดกระเพราที่ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งสูงเกือบจานละ 60 บาท อีกทั้งยังระบุว่าราคาเฉลี่ยของอาหารที่ใช้ไก่เป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายเดือนมีนาคม 65 และพุ่งสูงสุดในเดือนเมษายน 65 ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับลดลงมาในเดือนพฤษภาคม 65 แต่ก็ยังถือว่าสูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ส่วนเมนูอาหารที่ใช้หมูเป็นส่วนประกอบคงอยู่ที่ 64-69 บาท ตลอดทั้งช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาอาหารเฉลี่ย (รวมเนื้อสัตว์ทุกประเภท) ที่อยู่ราว 64-80 บาท ย้อนกลับมาดูรายได้ขั้นต่ำในกระเป๋าที่ยังคง 300 บาทไม่เปลี่ยนแปลง หากสังเกตและวิเคราะห์ดีๆ จะเห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ยาวเป็นลูกโซ่ เพราะเมื่อต้นทุนวัตถุดิบแพง ราคาอาหารก็แพงตามกลไกทางการตลาดไปด้วย ซึ่งดูรวมๆ แล้วต้นทุนน่าจะยังไม่หยุดพุ่ง ตรงกับที่กูรูคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อประเทศไทยน่าจะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็เป็นแน่…

ความหวังเล็กๆ อันแสนริบหรี่ของคนไทยที่อยากให้สภาพเศรษฐกิจประเทศกลับมาสู่สภาวะปกติในเร็ววัน แต่ในฐานะประชาชนตาดำๆ คงจะไม่มีอำนาจมากพอในการแก้ปัญหา และทำได้เพียงหวังพึ่งผู้มีอำนาจให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญนี้โดยเร็วก่อนที่คนในประเทศจะอดตายกันถ้วนหน้า

ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาถึงยุคที่กับข้าวหนึ่งจานจ่ายแบงก์ร้อยไปก็แทบไม่มีทอน นี่คือความทุกข์สุดอัดอั้นของคนไทยที่ทำได้เพียงแค่ทำใจแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินต่อไป เพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ ทีมงาน BTimes ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยสู้ต่อไปถึงแม้จะไม่รู้ว่าต้องสู้ไปถึงเมื่อไร แต่สักวันหนึ่งก็หวังว่าประเทศไทยคงจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง สู้ๆ นะคะทุกคน

BTimes