สิ่งที่คาดหวังจากการล็อคดาวน์คือยอดติดเชื้อโควิด-19 หดหาย แต่สิ่งที่ได้คือทุบสถิตินิวไฮทุกวัน…

382
0
Share:

สิ่งที่คาดหวังจากการ ล็อคดาวน์ คือยอดติดเชื้อโควิด-19 หดหาย แต่สิ่งที่ได้คือทุบสถิตินิวไฮทุกวัน...
ล็อคดาวน์ช่วยเราได้จริงเหรอ? ยังคงเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจตลอดเวลา โดยเฉพาะในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการประกาศล็อคดาวน์ได้เพียง 7 วัน ก็มีการออกราชกิจจานุเบกษาฉบับใหม่ เพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และอยุธยา รวมเป็น 13 จังหวัด จากเดิม 10 จังหวัด ซึ่งข้อกำหนดหลักๆ ระบุว่าให้ประชาชนงดออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00-04.00 น. ทั้งขยายระยะเวลาออกไปอีก 14 วัน จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2564 นอกจากนี้ยังมีคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกาศปิดสถานให้บริการต่างๆ รวมถึงห้างสรรพสินค้า ยกเว้นโซนซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยา ทำให้กิจการร้านอาหารที่อยู่ภายในห้างได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้ร้านอาหารยังพอต่อลมหายใจไปได้อีกระยะ เนื่องจากอนุญาตให้มีบริการสั่งกลับบ้านและเดลิเวอรี แต่หลังจากประกาศฉบับนี้ออกมาร้านอาหารเหมือนโดนตัดแขนตัดขา หมดช่องทางทำมาหากิน ถูกปล่อยกลางทะเลที่เคว้งคว้างและไร้การเยียวยา จนเกิดคำถามว่า “ระหว่างโควิด-19 หาย กับอดตายอะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน”

ถ้านับช่วงเวลาที่ได้มีการประกาศล็อคดาวน์ มาเปรียบเทียบกับยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันที่เกิดขึ้นในระหว่างทำการล็อกดาวน์ ดูเหมือนว่าการล็อกดาวน์เพื่อคุมการระบาดจะไม่เป็นผล มิหนำซ้ำยอดยังพุ่งทะลุหลักหมื่นทำลายสถิตินิวไฮแทบทุกวัน และการที่มีประกาศเพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอีก 3 จังหวัดนั้น แสดงถึงความผิดพลาดของแผนการในการรับมือและควบคุมการระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดที่เพิ่มมานี้มีพื้นที่ติดต่อกับเขตพื้นที่สีแดงเข้มแต่เดิม หรือถ้าให้เห็นภาพชัดเจนคือ วงกลมมีขนาดใหญ่ขึ้น การแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้น และดูเหมือนว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังรุนแรง รวมถึงยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนการควบคุม และแผนการรักษาให้รวดเร็วกว่านี้ เราอาจจะเห็นยอดผู้ติดเชื้อในจังหวัดใกล้เคียงของ 3 จังหวัดนี้เพิ่มสูงขึ้นตามมาอีกด้วย

เชื่อว่าหากยังดื้อที่จะใช้มาตรการคุมการระบาดแบบเดิมๆ ต่อไป อีกไม่นานประเทศไทยคงไม่ต่างจากหลายประเทศที่ระบบสาธารณสุขล่มสลาย เกินขีดความสามารถในการรักษาประชาชน จนกระทั่งเกิดการล้มตายตามท้องถนนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอข่าวที่น่าสลดหดหู่ยิ่งนัก นั่นคือ การพบผู้เสียชีวิตข้างถนนในเขตกรุงเทพมหานครถึง 4 รายภายในวันเดียว แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อโควิด-19 หรือไม่ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ควรมีใครต้องเสียชีวิตริมถนนเช่นนี้ ต่อให้บางคนเป็นคนเร่ร่อนแต่อย่างน้อยสวัสดิการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลก็เป็นสิ่งที่ควรได้รับ และนอกจากข่าวการเสียชีวิตจากโควิด-19 แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคร้ายนี้อีกหลากหลายกรณี เช่น พนักงานถูกเลิกจ้างกระทันหันจากการที่ห้างและร้านค้าถูกสั่งปิด หรือข่าวการฆ่าตัวตายของผู้ป่วย คนในครอบครัวของผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ อันเกิดจากความกดดัน และความเครียดสะสม เพราะพิษโควิด-19

ทุกวันนี้ เราคงจะเห็นการที่รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆ ที่ทางการออกมา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งประชาชนก็ยอมที่จะเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งอาชีพ ยอมสูญเสียรายได้เพื่อหวังให้โรคอุบัติใหม่นี้หายในเร็ววัน แต่เพียงเท่านี้ก็คงไม่พอ หากภาครัฐยังไม่มีนโยบายการควบคุมที่ดีกว่านี้ หรือแม้แต่การเร่งแผนการนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพในจำนวนที่เพียงพอต่อจำนวนประชากรทั้งประเทศ ก็คงเกินกำลังที่ประชาชนจะแบกไหวอีกแล้ว เพราะอะไรที่พยายามยามเพียงฝ่ายเดียวมันย่อมเหนื่อยและท้อแท้ ดังนั้นควรร่วมมือกันทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นที่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อนำพาประเทศให้รอดพ้นจากโรคร้ายนี้ไปให้ได้ เพราะอย่างไรแล้วกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศก็ยังคงอยู่ที่ภาคประชาชน หากวันใดที่กำลังหลักล้มลง ประเทศก็คงไม่สามารถก้าวเดินต่อไป

ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบนี้น่ากลัวและกินระยะเวลายาวนานกว่าทุกรอบที่ผ่านมา รวมถึงมีการพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ อันเกิดจากการกลายพันธุ์ที่สามารถทนทานต่อวัคซีนได้มากขึ้น มีการแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หากยังไม่มีการแก้ปัญหาให้ทันเวลาและตรงจุด อีกไม่นานประเทศไทยคงได้มีโควิด-19 สายพันธุ์ของตัวเองเป็นแน่

สุดท้าย ทีมงาน BTimes ขอเป็นกำลังใจ และขอให้แฟนเพจทุกท่านดูแลสุขภาพ ป้องกันระวังตนเองอยู่เสมอ และขอย้ำว่าหน้ากากอนามัยยังคงเป็นสิ่งจำเป็นขั้นสุด เพราะอย่าลืมว่ามีแค่ตัวเราที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีที่สุด สู้ๆ นะคะ เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันค่ะ

BTimes