ไทยหนึ่งเดียวในโลกกับการฉีดวัคซีนสูตรผสม มิกซ์ซิโนแวคแมทช์แอสตราเซเนกา ไม่ได้ผลิตแต่เสี่ยงผสม!

322
0
Share:

หนึ่งเดียวในโลกกับการฉีด วัคซีนสูตรผสม ของซิโนแวคและแอสตราเซเนกา

หลังจากไทยโดนโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาบุกกระหน่ำ ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวัน เพิ่มสูงแตะหลักหมื่นเข้าจนได้ พร้อมทั้งกระแสฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประเทศไทยในสัปดาห์นี้ก็ดูจะร้อนแรง เนื่องจากมีการออกนโยบายการฉีดวัคซีนรูปแบบใหม่ด้วยสูตรสลับยี่ห้อ ส่งผลให้ประชาชนสับสนงงอย่างแรงว่าการฉีดแบบนี้ทำได้ด้วยหรอ แล้วสรุปว่าคนไทยควรจะต้องฉีดสูตรไหน!

วัคซีนสูตรผสม ทำเอา WHO กังวลจนต้องออกมาเตือน แต่หมอไทยบางคนกลับมั่นใจว่าเรามาถูกทาง

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกกับไอเดียการฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อ ระหว่างซิโนแวค เข็มที่ 1 ตามด้วยแอสตราเซเนกา เข็มที่ 2 ซึ่ง นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้วิจัยยืนยันว่า การฉีดแบบนี้สามารถสร้างภูมิต้านทานได้สูงในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ และเร็วกว่าวัคซีนไวรัสเวกเตอร์ (แอสตราเซเนกา) ทั้งยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้ดีกว่า ประกอบกับมีงานวิจัยที่ชี้ว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาได้ กระทรวงสาธารณสุขจึงอนุมัติให้ปรับสูตรการฉีดวัคซีนรูปแบบใหม่ทันที ซึ่งนี่เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการจับคู่สลับฉีดวัคซีนที่พัฒนาจากจีนและชาติตะวันตก เพื่อยกระดับการป้องกันเชื้อไวรัส

หลังการประกาศปรับสูตรฉีดวัคซีนในประเทศไทย ดร.โสมยา สวามินาธาน หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ออกคลิปเตือนว่าไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบผสมสูตรให้กับประชาชน เนื่องจากจะเป็นการสร้าง “เทรนด์อันตราย หรือ Dangerous Trend” เพราะยังมีข้อมูลและหลักฐานที่น้อยมากในการบ่งชี้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อ และการฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อดังกล่าวอาจนำมาซึ่งสถานการณ์โกลาหลภายในประเทศ ถ้าหากประชาชนเริ่มตัดสินใจว่าเมื่อไร และใครที่จะได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2, 3 และ 4

ภายหลังจากที่คลิปวิดิโอถูกเผยแพร่ ดร.โสมยา ก็ได้แชร์มาที่ทวิตเตอร์ส่วนตัว พร้อมกับทวีตข้อความเพิ่มเติมว่า ประชาชนแต่ละคนไม่ควรตัดสินใจด้วยตนเอง แต่ควรเป็นการตัดสินใจโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบนพื้นฐานข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งยังต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนในส่วนของภูมิคุ้มกัน และความปลอดภัยในเรื่องของการฉีดวัคซีนสูตรผสม

ล่าสุด (16 กรกฎาคม 2564) ศบค. ได้มีมติในที่ประชุมให้ฉีดสูตรผสมได้ โดยประชาชนทั่วไปให้ฉีดวัคซีนซิโนแวคเป็นเข็มแรก ตามด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มที่ 2 โดยทิ้งช่วงห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้รายงานในที่ประชุม ศบค. ว่าได้รับฟังการศึกษาจากหลายหน่วยงานทั้งมหาวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ที่มีการรายงานในเรื่องของการใช้วัคซีนผสมต่างชนิดกัน ซึ่งผลประสิทธิภาพของการควบคุมโรคเป็นไปในทิศทางที่น่าพอใจ

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยก็ให้การยอมรับ จึงมีข้อสรุปในที่ประชุมที่สามารถใช้ได้ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว จะได้รับการฉีดวัคชีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) ห่างจากวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ โดยอาจเป็นแอสตราเซนเนกา หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA

วารสารการแพทย์อังกฤษชี้ ผลทดสอบฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเข็มแรก ตามด้วย mRNA เป็นเข็มที่ 2 ได้ภูมิคุ้มกันพุ่งสูง 100 เท่า

ถอยกลับไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 วารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ หรือ The NEW ENGLAND JOURNAL of MEDICINE ได้เผยแพร่ผลการทดลองจากประเทศสวีเดนที่มีบุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนแอสตราเซนเนกา แล้วบูสเตอร์ต่อด้วยวัคซีนโมเดอร์นา ผลที่ออกมาเป็นไปตามคาดหมาย คือปริมาณภูมิคุ้มกันสูงกว่าการฉีดวัคซีนแอสตราเซนเนกา 2 เข็มอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามทางทีมวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า การฉีดในลักษณะนี้อาจเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดบูสเตอร์ หรือกระตุ้น มากกว่าการฉีดแอสตราเซนเนกา 2 เข็ม แต่ไม่ได้มากจนน่ากังวล สิ่งต่อมาที่น่าสนใจคือ การฉีดแอสตราเซนเนกา 2 เข็ม กลับพบค่าแอนติบอดีสูงจากก่อนฉีดกระตุ้นประมาณ 5 เท่า ขณะที่ฉีดวัคซีนโมเดอร์นากระตุ้นไปในเข็มที่ 2 พบว่าภูมิคุ้มกันดีดตัวขึ้นถึง 115-125 เท่า ซึ่งมากพอที่จะสามารถรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เบตาได้อย่างสบาย

จากการศึกษาเพิ่มเติม พบว่าในหลายประเทศได้มีการประยุกต์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 สูตรผสมไปบ้างแล้ว เช่น เกาหลีใต้และเวียดนาม ทำการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มแรก แล้วตามด้วยวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 2 หรือแม้แต่แคนาดาก็ได้มีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนสูตรผสมไขว้ระหว่างวัคซีนไฟเซอร์ และวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งเป็นเทคโนโลยี mRNA เหมือนกัน เป็นต้น กลับมาในส่วนของประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกที่นำสูตรการไขว้ระหว่างวัคซีนซิโนแวค เข็มแรก ตามด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกาเป็นเข็มที่ 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ก็ถือว่าเป็น “ประเทศแรกของโลก” ที่ดำเนินการใช้สูตรนี้

อย่างไรก็ตาม ก็ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะไม่เจอเหตุการณ์เลวร้ายท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่สามารถแก้ได้ไปมากกว่านี้ ทีมงาน BTimes ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนนะคะ เราจะก้าวผ่านฝันร้ายนี้ไปด้วยกันค่ะ

BTimes