เลือกตั้ง 2569 ความหวังนโยบายรัฐบาลใหม่ เข็นเศรษฐกิจไทยฟื้นจากพิษไข้เรื้อรัง  

หลังจากผ่านช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลหาเสียงของพรรคการเมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมาบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็เร่งนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น และในวันพรุ่งนี้ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะเป็นเลือกตั้ง ที่คนไทยจะต้องใช้โอกาสนี้ในการเลือกผู้สมัครและพรรคที่ชอบ  รวมทั้งการออกประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงนับเป็นวันชี้ชะตาการเมืองในบ้านเราอีกครั้ง 

แน่นอนว่าความหวังของการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย จากภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ฟันเฟืองเศรษฐกิจหลายตัวอ่อนแรง แม้แต่การท่องเที่ยวที่นับเป็นหนึ่งในผู้นำทัพการกู้เศรษฐกิจก็ยังคงฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้รัฐและเอกชนจะกระหน่ำจัดอีเวนต์กวักมือเรียกนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมยังมีช่องโหว่จากปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้เรื้อรัง กำลังซื้อที่ชะลอตัวมาต่อเนื่อง หากพิจารณาด้วยสถานการณ์จริง แบบไม่ต้องพึ่งพานักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์เราก็พอจะมองออกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ดีขึ้น 

ที่ผ่านมาการส่งออกยังเติบโตและ การท่องเที่ยวที่ยังเดินไปได้ต่อ เป็นตัวช่วยพยุงหลักของเศรษฐกิจไทย แต่จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวโดยตรงอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นได้ยาก โดยจีดีพีของประเทศไทยปีที่แล้ว 2568 อยู่ที่ 2% ปีนี้ 2569 อาจลดเหลือ 1.5-1.7% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ที่ 4% ส่วนอัตราหนี้ครัวเรือนในประเทศไทยก็ยังสูงจนน่าเป็นห่วง อยู่ที่ 87-88% ต่อจีดีพี

หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจประเมินตรงกันว่า ปี 2569 นี้จีดีพีของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ ปัญหาเรื้อรังมานาน เครื่องยนต์หลักอย่าง “การบริโภค” ถูกฉุดด้สนปัญหาหนี้ครัวเรือนที่หนักอึ้ง 

และยังมีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จากภาระหนี้สาธารณะที่ตึงตัว ซึ่งไม่ว่าพรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลพื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy Space) ก็เหลือไม่มากนัก และเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลชุดใหม่

สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย ได้รายงานว่าจีดีพีของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทย ในปี 2026 โดยรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายจีดีพี ในปีนี้ไว้สูงถึง 10% และเตรียมเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจทำให้เวียดนามแซงหน้าประเทศไทยขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ก่อนหน้านี้มีสื่อต่างประเทศ วิเคราะห์สถานการร์ประเทศไทย ว่า ” เคยมีเป้าหมายจากเสือเอเชีย สู่ผู้ป่วยอาการเริ่มโคม่า “ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บรรดาภาคเอกชน ยังมีความหวัง ถึงแม้ว่าประเทศไทยอยู่ในจุดที่เริ่มไม่แข็งแรง แต่แต่ยังเชื่อว่าในอนาคตที่ไทยกำลังจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลใหม่สามารถนำนโยบายที่ดีเข้ามาเสริม รวมถึงสร้างความโปร่งใสของตลาดทุน  มีหน่วยงานการกำกับต่างๆ สร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติและนักลงทุนมากขึ้นได้ ก็คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี  

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าการที่การเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพนั้น ทำให้โครงการหรือนโยบายต่างๆ ขาดช่วงหรือไม่สามารถนำมาใช้  เนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาลสลับไปสลับมา โดยคีย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ ต้องหันมาสนใจและมองเห็นถึงความจำเป็นด้านความร่วมมือและเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคเอกชน ในการทำธุรกิจส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  โดยไม่อยากให้เน้นแค่การใช้นโยบายประชานิยม  

ด้าน  บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีผลต่อ GDP แตกต่างกันขึ้นกับสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล โดยหากจัดตั้งได้เร็วใน 1-2 เดือนและผลักดันงบประมาณปี 2570 ผ่าน ครม. ได้ทันใน ไตรมาส 2 ปี 69 จะเอื้อต่อเศรษฐกิจมากที่สุด

ขณะที่จากการวิเคราะห์พบว่านโยบายของพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดเป็นการแจกเงินซึ่งมี Multiplier ต่อเศรษฐกิจต่ำกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดีทุกพรรคเพิ่มสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเห็นได้ชัดจาก 2-3% ในปี 2566 เป็น 15-26% ในปี 2569 สะท้อนการเรียนรู้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งบรรลุการเติบโตที่แข็งแกร่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองบนเวที FETCO เพื่อแก้ปัญหาขาดความเชื่อมั่น ปัญหาขาดสภาพคล่อง และปัญหาเชิงโครงสร้าง มองว่าหากทำได้จริงจะส่งผลบวกต่อ SET ในระยะยาว

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนต่อการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศทางการเมืองเริ่มมีความคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว 

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าการแข่งขันเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นปัจจัยบวกต่อระบบเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินสะพัดที่กระจายลงสู่ท้องถิ่น และคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น 40,000-60,000 ล้านบาท เป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ ในภาพรวมคาดว่าในไตรมาส 1/69 น่าจะประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.5-2.0%  

โดยหากสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามคาดการณ์ คือมองเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีภายใน 1 เดือนหลังเลือกตั้ง ภาคธุรกิจคาดหวังว่าจะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Fiscal Stimulus) ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ชัดเจนในไตรมาส 3 ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ GDP ในช่วงปลายปีอย่างเต็มที่ 

ส่วนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กังวลว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่อาจจะล่าช้า จากข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ล่าสุดระบุว่า ณ วันที่ 31 ม.ค.69 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.76 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายของเดือนม.ค. ซึ่งกำหนดไว้ที่ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ 

ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูไม่ค่อยดีนัก และแน่นอนว่าคนไทยตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลใหม่ไว้สูง ในการแก้ปัญหาปากท้อง เงินเฟ้อต่ำแทบจะฝืด แต่ข้าวของกลับแพง ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้  BTimes จึงอยากเชิญชวนให้แฟนเพจ แฟนรายการในฐานะคนไทย ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ ใช้เสียงของตนเองให้เป็นประโยชน์

เช็กก่อนไปเลือกตั้ง

โดยผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องเป็นประชาชนสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ต้องเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถเลือกใช้เอกสารอย่างใดอย่างหนึ่ง คือบัตรประจำตัวประชาชน (บัตรหมดอายุสามารถใช้ได้) หรือ บัตรเอกสารราชการที่มีรูปถ่าย พร้อมระบุเลขประจำตัวประชาชน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ หรือ บัตรยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชันของภาครัฐ เช่น ทางรัฐ, ThaiD และ DLT QR Licence

ซึ่งการเลือกตั้งปี 2569 ผู้มีสิทธิจะได้รับบัตรลงคะแนนรวมทั้งหมด 3 ใบ เพื่อใช้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และออกเสียงประชามติ โดยแต่ละใบมีสีและจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน โดย

1. บัตรเลือกตั้ง 2569 สีเขียว : สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ใช้ลงคะแนนเลือก สส. โดยกากบาทเลือก สส. ในเขตเลือกตั้งของตน ได้เพียง 1 เบอร์เท่านั้น (ต้องจำเบอร์ สส. ในเขตที่ต้องการเลือก)

2. บัตรเลือกตั้ง 2569 สีชมพู : สส.แบบบัญชีรายชื่อ

ใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยกากบาทเลือกพรรคการเมืองที่ต้องการสนับสนุนได้ 1 พรรคเท่านั้น (จำเบอร์พรรคที่ต้องการเลือก)

3. บัตรเลือกตั้ง 2569 สีเหลือง : ออกเสียงประชามติ

ใช้สำหรับการออกเสียงประชามติในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยกากบาทลงความเห็นได้เพียง 1 ช่อง ได้แก่ เห็นชอบ, ไม่เห็นชอบ หรือ ไม่แสดงความคิดเห็น

โดยวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นวันเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีรายชื่อตามทะเบียนบ้าน

และสุดท้าย ก่อนออกจากบ้าน หรือหน้าหน่วยเลือกตั้ง ทบทวนสีบัตรเลือกตั้ง บัตรลงประชามติ รวมถึงหมายเลขพรรค ผู้สมัคร ให้แน่ใจก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งกันด้วยนะน๊าาา

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles