เมื่อโลกออนไลน์ติดแฮชแท็กร้อน #ศุลกากรหรือซ่องโจร

307
0
Share:

แฮชแท็กร้อน #ศุลกากรหรือซ่องโจร ศุลกากร

ประเด็นที่คนวิจารณ์กันอย่างหนักในช่วงนี้ คงไม่พ้นประเด็นพิธีการทางศุลกากรถึงหลักเกณฑ์การยึดของและการคิดภาษีที่สูงขึ้นกว่าปกติ ส่งผลให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและคำถามมากมายผ่านแฮชแท็ก #ศุลกากรหรือซ่องโจร จนทำให้เทรนด์นี้ไต่ขึ้นอันดับหนึ่งในทวิตเตอร์…

เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงศุลกากรว่าเหตุใดทำไมถึงคิดภาษีแพงกว่าปกติ
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ใช้งานทวิตเตอร์หลายรายแชร์เรื่องราวการโดนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงเกินจริง รวมถึงกรณีกล่องสินค้าถูกเปิด ทำให้สินค้าในกล่องบางชิ้นสูญหาย หรือการโดนยึดสินค้าบางรายการ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นประเด็นร้อนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ภายในไม่กี่ชั่วโมง และประเด็นนี้ถูกพูดถึงนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยผู้ใช้งานบางรายระบุว่าสินค้าที่ตนสั่งซื้อคืออัลบั้มเพลงจากต่างประเทศที่มีราคาหน้ากล่อง 8,000 บาท แต่ทำไมถึงโดนภาษีเรียกเก็บ 5,500 บาท และผู้เสียหายบางรายก็ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองสั่งซื้อเสื้อจากอเมริกา 4 ตัว แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดกล่องมาเสื้อกลับหายไปถึง 2 ตัวแถมยังโดนเรียกเก็บภาษีสูงกว่าทุกครั้ง ไม่พอเท่านั้นยังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ ออกมาเล่าประสบการณ์เพิ่มเติมว่าสินค้าของตนเองโดนยึด และมีการประเมินภาษีที่สูงกว่าราคาสินค้า อีกทั้งตนเองยังเป็นเด็ก มีรายได้น้อย ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าภาษีที่ถูกเรียกเก็บได้ ทำให้สินค้ากล่องนั้นถูกยึดไปโดยปริยาย แต่แล้วเรื่องราวกลับถูกตีให้แรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ว่าตนเองได้รับสิทธิ์ให้นำสินค้าที่ถูกยึดมาจำหน่ายต่อแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยกลายเป็นวงจรธุรกิจจริงจังที่สร้างรายได้มหาศาล ซ้ำร้ายไปกว่านั้นสินค้าที่โพสต์ลงกลับเป็นสินค้าเจ้าปัญหาที่ถูกยึดมาจากผู้แชร์เรื่องราวบนทวิตเตอร์ จนเกิดคำถามจากสังคมว่าคนที่ระบุว่าได้ซื้อสินค้าต่อจากศุลกากรไปขายต่อมีสิทธิพิเศษอะไร? ใครเป็นคนอนุมัติให้นำของเหล่านั้นออกไป? ผู้ที่ซื้อสินค้าต่อจากแม่ค้าคนนี้ไปจะเข้าข่ายรับของโจรหรือไม่? แล้วประชาชนจะสามารถพึ่งพากรมศุลกากรในการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างไร? จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แฮชแท็ก #ศุลกากรหรือซ่องโจร ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

หลังจากประเด็นร้อนแรงนี้ถูกแพร่กระจายออกไป ไม่นานทางกรมศุลกากรก็ได้ออกมาโต้กระแสข่าวว่าในส่วนของการประเมินของศุลกากรนั้นไม่ใช่ตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการประเมินโดยใช้หลักประเมินสากลและการคิดคำนวณภาษีตามจริง พร้อมกับดูว่าสินค้านั้นเคยมีการประเมินไว้ที่เท่าไรก็ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามเดิมนั้น ซึ่งอัตราในการสุ่มจะอยู่ที่ประมาณ 35% อีกทั้งเมื่อเห็นที่มา น้ำหนัก หรือลักษณะกล่องก็สามารถรู้ได้คร่าวๆ แล้วว่าข้างในเป็นสินค้าอะไร และจะแจ้งหลักการประเมินในใบแจ้งให้ผู้รับทราบทันที

กรมศุลกากรคิดภาษีอย่างไร ใช้เกณฑ์อะไรในการคำนวณ?

พื่อให้ทุกคนเข้าใจง่ายขึ้น ทางทีมงานจึงไปหาข้อมูลพบว่า กรมศุลกากรมีกฎและกระบวนการคิดภาษีเบื้องต้น โดยสินค้าจากต่างประเทศจะถูกคัดแยกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามมูลค่าสิ่งของดังนี้

กลุ่มที่ 1 ต่ำกว่า 1,500 บาท
กลุ่มที่ 2 อยู่ระหว่าง 1,500-40,000 บาท
กลุ่มที่ 3 เกิน 40,000 บาท

ซึ่งกลุ่มที่มีราคาเกิน 40,000 บาท จะต้องทำเรื่องเหมือนการนำเข้า-ส่งออก หรือต้องมีใบเปิด ต้องมีชิปปิ้งอย่างสมบูรณ์ ขณะที่กลุ่มราคาต่ำกว่า 1,500 บาทจะคัดออกไป ไม่มีปัญหา ไม่มีการถูกเรียกเก็บภาษี แต่ถ้าเป็นสินค้าต้องห้าม จำพวกวัตถุลามก สินค้าผิดกฎหมาย ทางกรมศุลกากรสามารถยึดได้ทันที

ต่อมาถ้าเป็นสินค้าที่ราคาอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มที่ 2 คือ 1,500-40,000 บาท ศุลกากรจะตีราคาที่ลูกค้าต้องเสียภาษีติดกล่อง แล้วส่งไปที่ไปรษณีย์สาขาใกล้กับที่อยู่ของผู้รับ โดยผู้รับจะต้องไปจ่ายภาษีที่ไปรษณีย์ หากผู้รับคิดว่าภาษีที่ต้องจ่ายสูงเกินไป จะต้องยืนยันไม่รับสินค้า และห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด หลังจากนั้นต้องทำใบแจ้งเรื่องที่ไปรษณีย์ เพื่อขอคิดยอดเงินภาษีใหม่ได้

แต่ถ้าราคาสินค้าอยู่ในอัตราของกลุ่มที่ 3 คือเกิน 40,000 บาท ทางกรมศุลกากรจะกักสินค้าไว้ที่คลังของศุลกากร ซึ่งจะทำการกักไว้เป็นเวลา 30 วัน และผู้รับต้องมารับสินค้าที่คลังศุลกากรเอง โดยผู้รับจะยังไม่ทราบราคาภาษีล่วงหน้า หากเลย 30 วันแล้วไม่มารับ ทางศุลกากรจะเปิดสินค้าอีกครั้ง แล้วจะเก็บไว้อีก 30 วัน จากนั้นถ้ายังไม่มีใครมารับ สินค้าบางส่วนจะส่งให้ไปรษณีย์ตีคืนผู้ฝากจากต่างประเทศ บางส่วนจะถูกนำไปทำลาย และบางส่วนที่เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าก็จะถูกนำไปขายทอดตลาดต่อไป

จากกรณีที่เกิดขึ้น ‘ของที่หลุด’ อาจจะเป็นหนึ่งในกลโกงของคนหัวหมอที่ไม่สุจริต นำมาปล่อยขายกันเองในราคาถูก หรือบางครั้งก็แอบเอาไปแจกญาติพี่น้อง หรือแม้แต่การนำไปขายต่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และสมควรถูกสืบสาวเพื่อนำมาลงโทษต่อไป

ประเด็นอ่อนไหวนี้จะจบลงอย่างไร การที่มีข่าวว่าต่อไปจะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทุกเรทราคา ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการทำจริงดังข่าวที่หลุดออกมาหรือไม่ ส่วนท่านไหนที่พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้สามารถโต้เเย้งภาษี และร้องเรียนกลับไป รวมถึงยื่นเรื่องขอให้คำนวณภาษีใหม่ได้ สุดท้ายทีมงาน BTimes ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ สู้ๆ ค่ะ

BTimes