คอนเฟิร์ม! โควิด-19 ระลอกที่ 5 ระบาดในไทยแล้ว ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับยอดติดเชื้อที่ส่อแววจะทะลุหมื่นราย

646
0
Share:

คอนเฟิร์ม! โควิด โอไมครอน ระลอกที่ 5 ระบาดในไทยแล้ว ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับยอดติดเชื้อที่ส่อแววจะทะลุหมื่นราย
ในที่สุดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อย่าง ‘โอไมครอน’ ก็เกิดการลุกลามขึ้นแล้วในประเทศไทยจากคลัสเตอร์หลายแห่งในหลายจังหวัด กระทั่งหลังปีใหม่ที่ผ่านไป ยอดผู้ติดเชื้อจากสายพันธุ์กลายพันธุ์นี้ก็พุ่งไม่หยุด ทั้งในกลุ่มประชาชน ไปจนถึงคนดังต่างเริ่มออกมาบอกว่าตนติดเชื้อโควิด-19 เรียกได้ว่าโอไมครอนมากเคาะประตูสวัสดีปีใหม่กันเลยทีเดียว เจอแบบนี้จะยังได้ยินคำว่าโอไมครอนกระจอกอีกหรือไม่

หลังจากผ่านพ้นปีใหม่มาได้เพียง 7 วัน ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศไทยประจำวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565 ก็พุ่งสูงถึง 7,526 ราย กำลังรักษาในระบบอีก 42,580 ราย โดยหลังจากที่ได้เห็นตัวเลขข้างต้นที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ประชาชนหลายคนถึงกับตั้งคำถามว่าไทยกำลังจะกลับมาย่ำอยู่ที่จุดเดิมอีกใช่หรือไม่? อาจได้กลับไปเห็นยอดผู้ติดเชื้อรายวันแตะหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นอีกครั้งใช่หรือเปล่า?

หากมองย้อนไปในอีกหลายประเทศ เจ้าโอไมครอนก็ถือว่าเป็นเชื้อวายร้ายที่มีอัตราการแพร่ระบาดที่น่ากลัวและน่ากังวลมากอีกสายพันธุ์หนึ่ง รวมถึงทั่วโลกเองก็ยังเจอการแพร่ระบาดผสมร่วมกับสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์กลายพันธุ์ก่อนหน้า ที่กลับมาทุบสถิติยอดติดเชื้อรายวันซ้ำหลายระลอก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ที่เมืองบัลติมอร์ ในรัฐแมริแลนด์ ได้รายงานยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงของวันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2565 ว่ามีสูงกว่า 1 ล้านราย นับเป็นประเทศแรกในโลกที่มียอดผู้ติดเชื้อรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ที่กินระยะเวลามาถึง 2 ปี

ในส่วนของประเทศไทย ทั้งหมอและนักวิชาการต่างออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยในตอนนี้ถือว่าเข้าสู่การระบาดรอบที่ 5 แล้ว โดยทางด้านหมอยง หรือ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการแพร่ระบาดของแต่ละระลอกในไทยว่า การระบาดระลอก 1 คือสายพันธุ์ S หรืออู่ฮั่นดั้งเดิม การระบาดระลอก 2 เกิดที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาครในกลางเดือนธันวาคม การระบาดระลอก 3 เกิดขึ้นที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่งเป็นการนำเข้าสายพันธุ์อังกฤษหรืออัลฟ่า ระลอก 4 ซ้อนขึ้นมา โดยสายพันธุ์เดลต้า ที่พบในหมู่คนงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยมีตัวเลขติดเชื้อรายวันรายใหม่แตะสูงสุดถึงสองหมื่นกว่าราย และลดจำนวนมาอยู่คงที่ที่ประมาณ 3,000 กว่าราย ก่อนจะกลับมาระบาดหนักอีกครั้งจนหลายฝ่ายถึงกับฟันธงว่าไทยพบกับการระบาดระลอกที่ 5 กับสายพันธุ์โอไมครอนในช่วงหลังเทศกาลปีใหม่ ซึ่งการระบาดระลอกใหม่นี้ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และน่าจะมากกว่าสายพันธุ์เดลต้า เพราะเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนมีความสามารถในการแพร่ได้ไว ติดเชื้อได้ง่าย จนเกิดการคาดการณ์ว่าต่อไปไทยอาจเห็นยอดผู้ติดเชื้อกลับมาแตะหลักหมื่นต่อวันอีกครั้งก็เป็นได้

เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้มีมติยืนยันไม่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ แต่ได้มีมติให้ปรับโซนสีโควิด หรือปรับระดับพื้นที่สี เป็นระดับสีส้ม หรือพื้นที่ควบคุมทั่วประเทศ 69 จังหวัด ซึ่งจะยังสามารถบริโภคในร้านอาหารได้และเปิดได้ตามปกติ แต่ห้ามการบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน สำหรับพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว หรือพื้นที่สีฟ้า 8 จังหวัด อาทิ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต ฯลฯ ยังอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเวลา 3 ทุ่ม แต่ต้องเป็นร้านอาหารที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop COVID 2 Plus เท่านั้น และได้ยกเลิกการกำหนดกลุ่มประเทศเสี่ยงในการเข้าราชอาณาจักร ให้สามารถเข้ามาได้เหมือนประเทศอื่นๆ แต่ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 และให้เปิดรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พังงา และกระบี่ (ทั้งจังหวัด) ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 โดยผู้เดินทางต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด คือค่าที่พัก 7 วัน และค่าตรวจ RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง

ถึงแม้ว่านายกฯ จะยืนยันว่าไม่มีการล็อกดาวน์ แต่ก็ต้องมาลุ้นกันว่าการระบาดของไอไมครอนจะหนักแค่ไหน ซึ่งทางด้านหมอประสิทธิ์ หรือศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ว่าการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนมีมากว่า 5 สัปดาห์แล้ว ซึ่งหลายประเทศรับรู้ธรรมชาติของโรคว่าอาการไม่รุนแรง และโจมตีในระบบทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าปอด ดังนั้นไม่อยากให้สังคมตื่นตระหนก แต่ก็ไม่อยากให้ผ่อนคลายมากเกินไป เพราะเชื่อว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์นี้ ไทยจะพบการติดเชื้อใหม่ทะลุหมื่นรายแน่นอน และภายในปลายเดือนนี้จะเห็นตัวเลขวันละ 2-3 หมื่นราย

ทั้งนี้ ในปี 2564 เราต่างเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับโรคโควิด-19 มาแล้วทั้งปี เรียกว่าเจ็บปวดกันทั้งประเทศ และเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากกลับไปเจ็บปวดอีก… สุดท้ายประชาชนก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์โอไมครอนได้ทันท่วงทีให้สมกับการเปิดประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเชื้อนี้เริ่มระบาดแล้ว พร้อมกับไม่ตีตราว่าประชาชนว่าหละหลวม เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็ได้ปฏิบัติตัวตามที่รัฐประกาศ รวมถึงลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันชีวิตกันไปมากแล้วเช่นกัน หวังว่าการระบาดในครั้งนี้จะไม่มีความรุนแรงเท่ากับปี 2564 อีก ดูแลสุขภาพ การ์ดอย่าตกกันนะคะ BTimes เป็นห่วงและเป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

BTimes