2 พส. สร้างปรากฏการณ์ไลฟ์เทศน์ธรรมะหลากหลายรสต่อยอดศาสนาสู่โลกออนไลน์

281
0
Share:

2 พส. สร้างปรากฏการณ์ไลฟ์เทศน์ธรรมะหลากหลายรสต่อยอดศาสนาสู่โลกออนไลน์
ปรากฏการณ์ไลฟ์เทศน์ออนไลน์โดยพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ที่มีผู้เข้าชมสดถล่มทลายสูงถึง 2-3 แสนคน กลายเป็นกระแสไปอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน พร้อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลากมิติ แต่ประเด็นที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ การที่ศาสนาได้เลือกปรับวิธีเผยแผ่โน้มตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ สื่อสารอย่างใกล้ชิดกับประชาชนคนรุ่นใหม่ได้อย่างท้าทาย จนประสบความสำเร็จ สภาพ…

ทำไมพระเทศน์ออนไลน์ถึงกลายเป็นไวรัล

ปรากฏการณ์ยุคโควิด-19 ที่พระสงฆ์เลือกปรับเข้าหาญาติโยม โดยการไลฟ์สอนธรรมะที่สอดแทรกอารมณ์ขันของ 2 พส. ซึ่งย่อมาจากคำว่าพระสงฆ์ ได้แก่ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ที่มีคนเข้าร่วมรับชมถึงกว่า 2 แสนคน ที่เหนียวแน่นมาตั้งแต่เริ่มยันจบไลฟ์ นี่ยังไม่รวมยอดสตรีมอีกหลักล้าน นับว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของคอนเทนต์ธรรมะในยุคนี้ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมรับชมรับฟังมากที่สุดเลยก็ว่าได้

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้มาจากคืนวันที่ 2 กันยายนที่การไลฟ์ของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์จากวัดสร้อยทอง กับลีลาการเทศน์ที่ใส่ความสนุกเข้าไปในระหว่างการสอนธรรมะ ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด จนถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูและดังระเบิดเพียงชั่วข้ามคืน

ที่สุด ปรากฏการณ์ที่หลายคนรอคอยก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อมีการจั่วหัวข้อแบทเทิลเทศน์ธรรมะร่วมกันระหว่างพระมหาไพรวัลย์ feat. พระมหาสมปอง ในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งได้สร้างความร้อนแรงทวีคูณขึ้นไปอีกขั้น ญาติโยมต่างพากันเข้าไปฟังเทศน์ทะลุหลักแสน พร้อมร่วมกันแชร์เนื้อหาบางส่วนที่ประทับใจลงในทวิตเตอร์ ไต่ระดับจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับหนึ่งนานถึง 3 วันติด มีข้อความที่กล่าวถึงไลฟ์นี้สูงถึง 1 ล้านข้อความ!! อีกทั้งบรรดาออฟฟิเชียลเพจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าว คนดัง และแบรนด์สินค้า ต่างพากันมาร่วมชมไลฟ์ หรือแอบเข้าไป tie-in เนียนๆ โดยไม่ได้นัดหมายอย่างพร้อมเพรียง เรียกได้ว่าการไลฟ์ครั้งนี้ของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แลพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเข้าหาผู้คนและเทคโนโลยี ทำให้ผู้คนกับศาสนาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งเพื่อรับข้อคิด และเพื่อผ่อนคลายหลังจากเจอเรื่องร้ายๆ อย่างโรคระบาดโควิด-19

ไม่เพียงแต่สร้างความสุขผ่านการฟังเรื่องราวธรรมะ แต่พระมหาไพรวัลย์ ยังได้สร้างภาพจำใหม่ๆ เปลี่ยนคำฮิตติดปากชาวโซเชียลอย่างเช่นคำว่า ‘พส. (พอสอ)’ ที่เมื่อก่อนจะใช้ย่อแทนคำว่า ‘พี่สาว เพื่อนสาว’ ให้กลายเป็นคำว่า ‘พระสงฆ์’ ที่มีการเรียกกันผ่านไลฟ์ในบริบทของการฟังเทศน์จากพระมหาไพรวัลย์ อีกหนึ่งคำที่ฮิตไม่แพ้กันคือคำว่า ‘สภาพ’ ซึ่งแปลเป็นได้ว่า ‘งอม ระเหี่ยใจ’ หรือ ‘มีความปลง’ ในเชิงขำขันนั่นเอง ทั้งนี้เฟซบุ๊กของพระมหาไพรวัลย์นั้นมีคนเข้าไปกด Like เพิ่มขึ้นนับล้าน และปัจจุบันมีคนกดติดตามแล้วว่า 2.1 ล้านราย (ตัวเลขอัปเดตเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564)

พส. งง เหตุใดการไลฟ์ธรรมะถึงมาพร้อมดราม่า ขอให้ลดความฮาเหลือแค่ 30% จึ้ง!!

กระแสดังกล่าวเป็นที่ถูกจับตาทางสังคมอย่างมาก มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนกับฝ่ายที่ไม่สนับสนุน โดยฝ่ายสนับสนุนให้ความเห็นว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือบนโลกออนไลน์ที่มีส่วนช่วยให้สามารถเผยแผ่ธรรมะอย่างเข้าถึงประชาชน และเข้ากับสถานการณ์ของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งเนื้อหาก็มีความหลากหลาย มีช่วงขำขันและก็มีช่วงที่เทศน์อย่างจริงจัง เหตุใดผู้ใหญ่หลายท่านถึงมาร้องเรียนเรื่องนี้ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้ฟังทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายไม่สนับสนุนให้ความเห็นถึงการใช้ถ้อยคำที่กล่าวขณะไลฟ์และกริยาที่อาจไม่สำรวม มีการขำขันไม่เหมาะกับการเป็นพระสงฆ์ โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ทำคำร้องส่งไปยังมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อขอให้มีบัญชาสอบสวนเอาผิดภิกษุอลัชชี (ผู้ไม่ละอาย) ที่ชอบเล่นโซเชียลมีเดีย

หลังจากเกิดดราม่า พระมหาไพรวัลย์ก็ได้ไลฟ์พร้อมให้ข้อคิดว่า “ธรรมะทุกวันนี้ เป็นธรรมะที่มีไว้แค่เทศน์ให้ผีฟัง แต่คนตายไปแล้วก็ฟังไม่ได้ ธรรมะต้องมีประโยชน์ ต้องเอามาย่อย พระอาจารย์ก็ได้พูดเรื่องที่มีสาระ แต่หลายคนไม่ฟัง มาดูตอนขำอย่างเดียว” ถึงแม้จะมีเสียงตำหนิไม่เห็นด้วย เพราะไม่คุ้นชินและรับไม่ได้กับธรรมะอารมณ์ดีที่ไลฟ์เทศน์ให้คนไทยฟังผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งท่านทั้ง 2 รูปก็ถือว่าเป็นธรรมดาที่จะมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ถ้าการสื่อสารของพระสงฆ์จะทำให้คนเข้าถึงธรรมะมากขึ้น ง่ายขึ้น ก็ถือว่าตรงเป้าหมาย มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้ไปถือว่าเป็นการละเมิดกฎ ละเมิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่เห็นในข่าวก่อนหน้านี้ อีกทั้งการเทศน์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นก็เกิดจากการที่ญาติโยมได้ส่งข้อความไปหา เพราะอยากฟังเทศน์ บางคนได้บอกกับพระมหาไพรวัลย์ว่าตนเองรู้สึกอยากจะฆ่าตัวตาย แต่พอได้ฟังธรรมะก็เปลี่ยนใจ กลับรู้สึกสนุก จนลืมความรู้สึกที่อยากฆ่าตัวตายไปเลย

ล่าสุดวันที่ 9 กันยายน 2564 พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทองได้เดินทางมายังรัฐสภาตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรนิมนต์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีเกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียถึงการออกมาไลฟ์สดทางโซเชียล

โดยพระมหาสมปองกล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น นอนหลับปกติและไม่ได้เตรียมตัวมาชี้แจงอะไรเป็นพิเศษ แล้วแต่กรรมาธิการฯ จะตั้งคำถาม พร้อมรับฟังว่าส่วนไหนที่เกินเลยหรือขาดไปก็พร้อมที่จะปรับปรุง โดยส่วนที่เกินเลยอาจจะเป็นเสียงหัวเราะของพระมหาไพรวัลย์ ถ้าจะเติมก็เป็นเรื่องของธรรมะ จริงๆ แล้วการไลฟ์สดของอาตมาทั้ง 2 รูปที่ผ่านมา เป็นเพียงคาบเรียนแรก และเป็น 1 ชั่วโมงแรกที่เจอเด็กๆ เพื่อทักทายกันและให้เขาสนใจ แต่คาบต่อไปคือวันนี้จะเข้าสู่เนื้อหามากขึ้น ซึ่งตอนนั้นเด็กๆ ก็คงจะเริ่มหลับกันแล้ว

ทางด้านพระมหาไพรวัลย์ ยืนยันไม่กังวลกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการไลฟ์สดไม่สำรวม และที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับหลายฝ่ายยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เสียงหัวเราะไม่น่าจะเป็นปัญหาระดับชาติ และวันนี้จะเป็นเวทีที่จะได้พูดคุยเต็มรูปแบบกับทางกรรมาธิการฯ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นอกจากนี้ พระมหาสมปองยังได้ฝากธรรมะถึงนักการเมืองว่า เมื่อเราอยากเป็น เราก็ต้องอยากทำงานด้วย เหมือนกับถ้าเราอยากไลฟ์ก็ต้องอยากให้ธรรมะสอนคนด้วย ฉะนั้นถ้าท่านมาแล้วดูแลประชาชนก็สมกับที่ท่านอยากเป็น อย่างที่เขาบอกว่า “ธรรมชาติของตา อยู่ต่ำกว่าสมอง จงอย่าตัดสินแค่การมอง โดยลืมไตร่ตรองด้วยการใช้สมองที่สูงส่ง” ทุกครั้งที่เราดูอะไร เห็นอะไรต่างๆ ก็ตัดสินใจเลย เหมือนกับที่มีคนมาเตือนแต่แรก แต่ใจเขาบอกดูให้จบก่อน พอจบแล้วก็กลายเป็นให้กำลังใจและชม

ในวิกฤตโรคระบาดเช่นนี้ ทาง BTimes ก็อยากให้กำลังใจ โดยขอนำข้อคิดธรรมะของพระมหาไพรวัลย์มาฝากทุกคนค่ะ

“ชีวิตไม่อนุญาตให้ใครผ่านมันไปได้ โดยที่ไม่มีรอยขีดข่วน” ชีวิตคนกว่าจะโตมาขนาดนี้ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ลองไปดูร่างกายโยมไม่มีแผลเหรอ มีแผลเป็นไหม แต่ละคนมันต้องมีรอยอะไรบางอย่างที่ย้ำเตือนว่าเราเคยผ่านอะไรมา อาจจะเป็นวัยเด็กวัยโต อาจจะเคยพลาด บางคนเกลียดแผลเป็นจะไปเอาออก แต่แน่นอนว่ามันยังมีร่องรอยอยู่

BTimes