“เศรษฐกิจซึม ปากท้อง หนี้สิน ความเชื่อมั่นนักลงทุน” โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ เข็นเศรษฐกิจปี 2569 หลุดพ้นโตต่ำกว่าศักยภาพ

การเลือกตั้งและลงประชามติในปี 2569 จบลง แม้จะมีความทุลักทุเลในบางจังหวัด บางเขต แต่ก็สะท้อนภาพสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งในลำดับต่อไปคือการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่ เวิลด์แบงก์ ได้ประเมินจีดีพีไทยใน ปี 2569 โต 1.6% คาดว่าจะชะลอลง ผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ 16% ของการจ้างงาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง

แน่นอนว่าความคาดหวังของประชาชนจากทีมรัฐบาลใหม่ คงหนีไม่พ้นปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือน ที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังคงคาดหวังให้มีการเร่งจัดตั้งรัฐบาล เพื่อสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้มีความต่อเนื่อง

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย คุณณัฐ วงศ์พานิช กล่าวว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ

ด้านคุณรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) กล่าวว่าความหวังภาคเอกชนคือการได้เห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งการเมืองไทย รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้วที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก จึงควรใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารบ้านเมือง ในฐานะภาคเอกชนต้องการเห็น 2 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 1.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องประชาชน ไม่ว่าจะการผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยให้แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ส่วนระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การผลักดันขีดแข่งขันไทยในเวทีโลก ทั้งมิติการท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเหมือนเดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 5 ก้าว ทำให้ประเทศอื่นแซงไทย ซึ่งการที่รัฐบาลมีส่วนผสมที่ดีจากนักการเมืองที่เคยอยู่ในภาคธุรกิจ เคยเผชิญปัญหาเทาๆ ระบบราชการที่ล่าช้า หากนำขึ้นมาบนโต๊ะ ทำเป็นวาระแห่งชาติ การขจัดคอร์รัปชันต่างๆ ถือเป็นเรื่องดี

และ 2.การทำให้ประเทศไทยกลับมามั่งคั่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการค้าขายระหว่างประเทศ การขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว สินค้าเกษตรต่างๆ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องทำการค้าขายให้ดี ขณะที่ความมั่นคง ปัญหาพิพาทชายแดน เป็นหน้าที่การจัดการของทหาร ซึ่งมีภารกิจชัดเจนอยู่แล้ว

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กลับมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งว่ามีแนวโน้ม “ชะลอจริง” ไม่ใช่แค่คำเตือนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา โดยหลายสำนักปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทย และมองว่าเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าปี 2568 คาดว่าปี 2569 อาจโตเพียง 1.7% โดยในครึ่งแรกของปี (Q1–Q2) เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอชัดเจน หากการจัดตั้งรัฐบาลอาจล่าช้า ถึง มิ.ย. 2569 หรือช้ากว่านั้น และไม่ชัดเจนยิ่งมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ดีหากตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีเสียงข้างมาก มีความชัดเจน ครึ่งปีหลัง (Q3–Q4) รัฐบาลจะเริ่มใช้งบประมาณบริหารประเทศ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค การท่องเที่ยว และการเจรจาการค้าต่างประเทศ โอกาสฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลปัจจุบันและหลังเลือกตั้งต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ โดยขณะนี้นักลงทุนต่างชาติอยู่ในโหมดการรอสังเกตการณ์ หากสื่อสารและบริหารได้ดี FDI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร และเพื่อน ไม่ทน” แสดงความเป็นห่วงว่า แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

โดยเฉพาะประเด็นที่คะแนนลดลงในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ กกร. และเพื่อนๆ ภาคเอกชน ต้องออกมาขับเคลื่อนคณะทำงาน zero corruption อย่างจริงจัง

“ต่อจากนี้เราจะทำได้เพียงรอลุ้นหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในแง่ดีคือมีโอกาสที่จะนำนโยบายเดิม ที่เร่งทำภายใน 4 เดือนนั้นมาสานต่อ แต่คงต้องมาลุ้นว่าจะมีพรรคไหนเข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรี เข้ามาร่วมกันแก้โจทย์ใหญ่ของประเทศ ไม่ให้เศรษฐกิจถูกแช่แข็งอีกต่อไป…”

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles