‘กสิกรไทย’ ประเมินเงินบาทปี 66 จะกลับทิศแข็งค่า 33 บาทต่อดอลลาร์ กรอบ 33.5-34 บาท

81
0
Share:
'กสิกรไทย’ ประเมิน เงินบาท ปี 66 จะกลับทิศแข็งค่า 33 บาทต่อดอลลาร์ กรอบ 33.5-34 บาท

ในงานสัมมนาหัวข้อ Economic Outlook Thailand Forecast นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่าค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า โดยจะได้รับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยว ดังนั้นคาดว่าเงินบาทในปี 2565 มีโอกาสอยู่ที่ 35.25-35.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่มองว่าจะอ่อนค่าถึงระดับ 40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่มีโอกาสน้อยลง รวมถึงปี 2566 มองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 33.5-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องรอดูในเรื่องภาวะถดถอย แม้ว่าตอนนี้ยังมีโอกาสที่ต่ำอยู่

ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ คาดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ซึ่งตลาดได้คาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปีหน้าอาจไปอยู่ที่ 2-2.5% แต่มองว่าอาจไม่สูงเท่านี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ แม้รายงานเศรษฐกิจไทยล่าสุดจะขยายตัวได้ 4.5% แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพแท้จริงประมาณ 4.7% ดังนั้นจึงมองว่าไม่เหมาะสม หาก กนง.จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างดุเดือด โดยคาดว่าปี 2566 กนง.จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง เป็นการปรับขึ้นครั้งละ 0.25% หรือดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2566 คาดว่าจะขยายตัว 3.9% จากปี 2565 ที่คาดว่าขยายตัว 3.3% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยมีมากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน และคาดการณ์ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 13-20 ล้านคน จะเป็นปัจจัยบวกสนับสนุนให้มีการจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้น ตลอดจนมีการกระจายรายได้ในภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงจากที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปี 2565 ติดลบ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปีหน้าจะกลับมาดีขึ้นการเปลี่ยนแปลงภาพเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจปี 2565 จากทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกอาจอยู่ที่ 2.9% ต่ำกว่าปี 2564 ที่อยู่ระดับ 6.1% ขณะที่ปี 2566 จีดีพีอาจลดลงต่อเนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินตึงตัว จึงได้คาดการณ์ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยถึง 46-47% ภายใน 1 ปีข้างหน้า