สงครามราคา แข่งเปิดสาขายันจีดีพีมุดดิน ฉุดกำไรร้านสุกี้สายบุฟเฟต์ถึงน้ำผลไม้สายหรูฟุบ สุกี้ตี๋น้อยไตรมาส 4 กำไรเหลือ 57 ล้าน ทรุดเกือบ 80% โอ้กะจู๋ รายได้ไตรมาส 4 ปีที่แล้วเหลือ 622 ล้านบาท ขาดทุน 34.3 ล้านบาท ถึงมีรายได้กว่า 2,000 ล้าน แต่กำไรทั้งปี 68 ดิ่งเหว 65%

สงครามราคา แข่งเปิดสาขายัน จีดีพี มุดดิน ฉุดกำไรร้านสุกี้สายบุฟเฟต์ถึงน้ำผลไม้สายหรูฟุบ สุกี้ตี๋น้อยไตรมาส 4 กำไรเหลือ 57 ล้าน ทรุดเกือบ 80% โอ้กะจู๋ รายได้ไตรมาส 4 ปีที่แล้วเหลือ 622 ล้านบาท ขาดทุน 34.3 ล้านบาท ถึงมีรายได้กว่า 2,000 ล้าน แต่กำไรทั้งปี 68 ดิ่งเหว 65%

สภาพเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2025 ซึ่งตกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากบรรยากาศการทำธุรกิจและการบริโภคของประชาชนคนไทยทุกระดับล้วนหดตัวกันทั้งสิ้นสะท้อนจากผลประกอบการในปี 2025 ของ 2 บริษัทชื่อดังที่อยู่ในธุรกิจเครือข่ายร้านอาหารและเครื่องดื่มประเภทสุกี้ และเครื่องดื่มผลไม้ชื่อดังของประเทศไทย ที่มีผลกำไรตกต่ำลงอย่างรุนแรงถึงแม้ว่าจะมียอดขายปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม

บริษัทบีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) เจ้าของธุรกิจร้านอาหารสุกี้ตี๋น้อย ซึ่งมี 3 แบรนด์ ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย ตี๋น้อย BBQ และตี๋น้อย Gold เปิดเผยผลประกอบการปี 2025 พบว่ายอดขายรวมทำได้ 9,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.3% อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีผลกำไรสูงถึง 860 ล้านบาท แต่กลับลดลงมากถึง 20% เมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการด้านกำไรในปี 2024 ท่ามกลางจำนวนลูกค้าใช้บริการจำนวน 35,991,635 คน เพิ่มขึ้น 36.3% เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีจำนวน 26,403,942 คน

ที่สำคัญ สุกี้ตี๋น้อยมีผลกำไรลดลงทุกไตรมาสต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2024 เริ่มจากไตรมาส 1 มีกำไร 271 ล้านบาท ลดลง 2.1% ในไตรมาส 2 กำไร 311 ล้านบาท ลดลง 6.7% มาถึงไตรมาส 3 กำไร 221 ล้านบาท ลดลง 21% และปิดไตรมาส 4 กำไร 57 ล้านบาท ลดลง 79% ในขณะที่เมื่อปี 2024 ในไตรมาส 1 กำไร 277 ล้านบาท ไตรมาส 2 กำไร 333 ล้านบาท ไตรมาส 3 กำไร 280 ล้านบาท และไตรมาส 4 กำไร 279 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผลประกอบการของสุกี้ตี๋น้อยในปี 2025 ผ่านไป โดยเฉพาะผลกำไรพบว่าเป็นกำไรที่ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ปีผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นผลกำไรที่ไม่สามารถทำถึงได้เป้าหมายที่คาดไว้ว่าจะกำไรเกิน 1,000 ล้านบาทต่อเป็นปีที่ 2 ติดกัน แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถทำกำไรได้เกิน 1,000 ล้านบาท ในปี 2024 เป็นเพียงปีเดียวเท่านั้น มีดังนี้ ปี 2020 รายได้ 1,223 ล้านบาท กำไร 140 ล้านบาท ปี 2021 รายได้ 1,572 ล้านบาท กำไร 148 ล้านบาท ปี 2022 รายได้ 3,976 ล้านบาท กำไร 591 ล้านบาท ปี 2023 รายได้ 5,244 ล้านบาท กำไร 913 ล้านบาท เมื่อถึงปี 2024 มีรายได้ 7,075 ล้านบาท กำไร 1,168 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีแรกที่มีผลกำไรเกิน 1,000 ล้านบาท และในปี 2025 มีรายได้รวม 9,147 ล้านบาท กำไรลดลงมาอยู่ที่ 860 ล้านบาท หรือ -26.3% เมื่อเทียบกับปี 2024

สาเหตุจากยอดขายสาขาเดิมเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าลดลง 3.9% ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารประเภทสุกี้อย่างรุนแรงและต่อเนื่องในปี 2025 ด้วยการจัดโปรโมชั่นทั้งในรูปแบบลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นเมนูชุดคุ้มคุ้มค่าในราคาที่ลดลง นอกจากนี้ คู่แข่งในธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งอยู่ในคนละกลุ่มกำลังซื้อ ได้แก่ สุกี้ MK ได้จัดโปรโมชั่นตอบโต้กันไปมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงลงมาเล่นตลาดสุกี้ระดับล่างด้วยการเปิดร้านโบนัสสุกี้

ในขณะเดียวกัน ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา สุกี้ตี๋น้อยใช้งบประมาณจำนวนมากในการเปิดสาขาใหม่ทั่วไทย โดยการเสนอเช่าพื้นที่จากผู้สนใจ เช่น ดีลเลอร์โชว์รูมรถยนต์ที่ปิดตัวลง เป็นต้น ส่งผลให้สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สุกี้ตี๋น้อย มีสาขาทั้งหมด 93 สาขา ตี๋น้อยบาร์บีคิว มี 9 สาขา และตี๋น้อยโกลด์ 1 สาขา รวมทั้งสิ้นในเครือมีทั้งหมด 103 สาขา กระจายใน 30 จังหวัด

มาถึงบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) เจ้าของธุรกิจร้านอาหารแบรนด์โอ้กะจู๋ และร้านขายน้ำผลไม้ โอ้ว! จุ้ยส์ Oh! Juice และร้านโจ วิงส์ Joe Wings ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปี 2024 เปิดเผย ผลประกอบการในปี 2025 ผ่านไปพบว่า โอ้กะจู๋ ทำรายได้รวม 2,726.5 ล้านบาท เติบโต 12.6% แต่ในขณะที่กำไรสุทธิปีเดียวกันกลับตกต่ำลงมาอยู่ที่ 70.4 ล้านบาท ลดลง 65.1% ทั้งหมดเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีผ่านไป

เมื่อดูผลประกอบในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 พบว่า ทำรายได้รวมจากการขาย 622 ล้านบาท ลดลง 10% และมีการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านบาท ลดลงมากถึง 187.5% ทั้งหมดเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2024 ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 4 ปีผ่านไป อยู่ที่ 249.0 ล้านบาท ลดลงมากถึง -17.9% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นดำดิ่งลงมาอยู่ที่ 40.0% จาก 43.9% ทั้งหมดเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2024

สาเหตุจาก ยอดขายสาขาเดิมเทียบช่วงเวลาเดียวกันร่วงลงมากถึง ถึง -28.3% นั่นหมายถึงลูกค้าลดการไปนั่งท้านที่ร้านสาขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาในเมือง และทำเลที่มีการแข่งขันสูง ที่สำคัญ ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว และการแข่งขันในตลาดร้านอาหารที่รุนแรง

นอกจากนี้ โอ้กะจู๋ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงมากขึ้นจากการเปิดขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง พบว่า โอ้กะจู๋ เพิ่ม 1 สาขา รวมเป็น 45 สาขา ร้านขายน้ำผลไม้ Oh! Juice เพิ่ม 1 สาขา รวมเป็น 26 สาขา และร้าน Joe Wings เพิ่ม 3 สาขา รวมเป็น 5 สาขา ส่งผลรวมทุกสาขาที่อยู่ในเครือบริษัทดังกล่าวมีทั้งสิ้น 76 สาขา

ที่สำคัญ โครงสร้างรายได้ของบริษัทดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง ในปีผ่านไป สัดส่วนรายได้จากแบรนด์โอ้กะจู๋ลดลงจาก 93.7% เหลือ 84.6% ขณะที่รายได้จากแบรนด์อื่นเพิ่มขึ้นเป็น 14.8% จาก 5.4% โดยเฉพาะแบรนด์ Oh! Juice และ Joe Wings ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น รายได้จากทั้ง 2 แบรนด์ใหม่ ไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของแบรนด์หลักได้เต็มที่ ขณะที่ต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles