บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด หรือกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทโพสต์แถลงการณ์ชี้แจงความถูกต้อง และความชัดเจนเกี่ยวกับข่าวที่สื่อต่างชาตินำเสนอว่ากลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะขายธุรกิจ มีดังนี้
สืบเนื่องจากที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะมีการขายธุรกิจ ทางบริษัทขอชี้แจงว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ในส่วนที่บริษัทมีการว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล ถือเป็นปกติของการดำเนินงานที่มีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในงานหลายๆ ด้านอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินและที่ปรึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการเงิน
บริษัทจึงขอชี้แจงมาเพื่อให้คู่ค้า หุ้นส่วน สถาบันการเงิน มีความมั่นใจได้ว่ากิจการของบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างเป็นปกติ มีกิจการที่มั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ สามารถ ยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์
ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความมน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
ในวันนี้ 5 กุมภาพันธ์ 2026 บลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวด้านเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนระดับโลก รายงานว่า ไทย ซัมมิท กรุ๊ป ซึ่งเป็นธุรกิจรายใหญ่ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจขายธุรกิจทั้งหมด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับแรงกดดันจากตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะการเมืองไทย ช่องว่างของทายาทในครอบครัวการสืบต่อธุรกิจ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานต่อไปว่า ธนาคารในกลุ่มธุรกิจวานิชกิจ หรือ Investment Bank จำนวนมากมายทั่วโลกได้กลับมานำเสนอโครงการซื้อกิจการกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทอีกครั้ง โดยเป็นนำเสนอโดยตรงไปให้กับตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเจ้าของกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทกรุ๊ป ข้อเสนอดังกล่าวนั้นอยู่ระหว่าง 1,500 ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 48,000 ถึง 64,000 ล้านบาท ในขณะที่ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจากกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท และไม่ได้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน
ธนาคารวาณิชธนกิจจำนวนมากได้เสนอรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นนักลงทุนในอนาคต ได้แก่ ซีวีซี แคปปิตอล พาร์ทเนอร์, วอร์เบิร์ก พินคัส, และแบล็กสโตน อินคอร์อเรชั่น รายชื่อนักลงทุนดังกล่าวยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ
ธนาคารในต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้มีการประเมินมูลค่าการขายกิจการดังกล่าวในปี 2024 ไว้ที่ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 89,600 ล้านบาท ในช่วงเวลานั้นการเจรจาล้มเหลว ซึ่งเป็นผลมาจากผลประโยชน์ หรือความน่าสนใจยังไม่สามารถผสมผสานกันได้ภายในครอบครัวดังกล่าว รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีซึ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย โดยเฉพาะราคารถอีวีที่มีราคาถูกลงอย่างมากมายส่งผลกระทบต่อกำไรในการดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไปด้วย ที่สำคัญมีผลกระทบต่อราคาเสนอกิจการให้ลดต่ำลง
ทั้งนี้ ไทย ซัมมิท กรุ๊ป มีผลประกอบการด้านกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือที่เรียกว่า EBITDA จำนวน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,000 ล้านบาท บนรายได้ประจำปีที่มีจำนวน มากกว่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 83,200 ล้านบาท ในขณะที่มีการจ้างงานพนักงานมากถึง 20,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโรงงานอยู่ในต่างประเทศได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย