ส่องนโยบายเรือธงแก้เศรษฐกิจ พรรคการเมือง เปิดศึกเลือกตั้ง 2569 

หลังจากที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลที่ว่า การเมืองภายในประเทศมีปัญหารุมเร้า จึงทำให้ต้องยุบสภาก่อนกำหนดที่มีการทำ MOA กับพรรคประชาชน ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569  แม้ว่าการยุบสภาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปมขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของวุฒิสภา (สว.) และเป็นไปตามข้อเรียกร้องของพรรคร่วมที่เคยสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลก็ตาม

การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ แม้จะเกิดขึ้รนท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมืองที่ง่อนแง่น แต่ก็เชื่อว่าเป็นการปลุกใจประชาชนคนไทยอีกครั้ง ด้วยความหวังในการเข้าไปเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบของตัวเองอีกครั้ง ขณะเดียวกันในครั้งนี้ยังพ่วงการออกความคิดเห็นประชามติอีกด้วย 

แน่นอนว่าการตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคที่ชื่นชอบ เชื่อว่าส่วนใหญ่จะพิจารณาจากนโยบายเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้องมาเป็นอันดับต้นๆ 

โดยพรรคที่น่าจับตา อันดับแรกๆ ได้แก่ 

พรรค ภูมิใจไทย:  “พูดและทำ พลัส” แก้เศรษฐกิจปากท้อง ดันโยบายพักหนี้ทุกรูปแบบ 1 คน 100,000 บาท, นโยบายคนละครึ่งพลัส 

พรรค เพื่อไทย: “เพื่อไทยทำได้” เสนอ นโยบายเร่งด่วน คือ “หวยเกษียณ”ทำได้ใน 3 เดือน และ ล้างหนี้ให้คนไทย ยังคงเดินหน้าแจกเงินหมื่น และ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย

พรรคประชาชน:  “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก”  แก้รัฐธรรมนูญ ชูนโยบายสวัสดิการ ตั้งแต่เกิดจนเกษียณได้  และกระจายอำนาจ ปฏิรูปอำนาจรัฐ ให้ท้องถิ่น แก้ปัญหาวัยเรียนหลุดออกนอกระบบการศึกษา

รวมไทยสร้างชาติ   : เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ  ยกเลิก MOU 43 – MOU 44 }ออกรบ 200,000 บาท”จ่ายทันทีต่อรอบภารกิจ เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 3 หมื่นบาท ,ขยับรายได้ทหารเกณฑ์ขั้นต่ำ 1.5 หมื่น , ทุบราคาน้ำมันต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ,ค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย 

พรรคกล้าธรรม: เน้น “ทำจริง มากกว่าพูด” มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เกษตรกร 

พรรคประชาธิปัตย์ : “ไทยหายจน”และแนวคิดว่า“ประเทศไทยไม่ทน” เน้นแก้ปัญหาความยากจน ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชน

ซึ่งแต่ละพรรคที่กล่าวมาข้างต้น ยังคงเน้นนโยบายแก้ปัญหาปากท้องแบบประชานิยม เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการเสนอแก้ไขโครงสร้างระยะยาว 

นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมือง เป็นที่จับตาของสังคมว่าจะทำได้จริงหรือไม่เพราะคนในสังคมเริ่มตื่นตัวต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และคาดหวังว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเข้มงวดต่อการประกาศนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น จากประสบการณ์การเลือกตั้งในสมัยที่ผ่านๆมา 

นโยบายที่พรรคการเมืองใช้เป็นนโยบายเรือธง คงหนีไม่พ้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น ตามสไตล์ นโยบายประชานิยม ยกตัวอย่างเช่น 

พรรคภูมิใจไทย สโลแกน  “พูดและทำ พลัส”

โดยพรรคภูมิใจไทย ที่รอบนี้จะเป็นตัวเต็ง จากกระแส “ชาตินิยม” โดยเฉพาะประเด็นไทย-กัมพูชา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอธิปไตยและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาค  ส่วน“พูดและทำ พลัส” นั้นเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง เช่น นโยบายเศรษฐกิจ โดยพรรคอาศัยจุดแข็งที่ได้เปรียบพรรคอื่น คือ การใช้ฐานเสียงจากผลการบริหารปัจจุบัน และ จุดขายผลงานที่เป็นรูปธรรม ในช่วงที่เป็นพรรครัฐบาลก่อนยุบสภา  โดยเฉพาะประเด็นด้านเงินเยียวยาภัยพิบัติ  โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ที่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หาเสียงในครั้งนี้

ที่สำคัญ ยังเน้นชูนโยบายที่สานต่อจากรัฐบาลอนุทิน ทั้งภัยเศรษฐกิจปากท้อง มี 3 ระยะ ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว โดยในระยะเร่งด่วนจะเป็นนโยบายพักหนี้ทุกรูปแบบ 1 คน 100,000 บาท, นโยบายคนละครึ่งพลัส ส่วนระยะยาวจะวางรากฐานเพื่อให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี โดยจะได้สิทธิประโยชน์จากสวัสดิการของรัฐมากกว่าคนที่อยู่นอกระบบภาษี เช่น บัตร 30 บาทพลัส

ภัยความมั่นคงชายแดน สนับสนุนกองทัพปกป้องอธิปไตยของไทย เพื่อสร้างความชัดเจนบนเวทีโลก และเดินหน้าเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการสู้รบ ภัยสังคม ยกระดับปัญหาสแกมเมอร์และปัญหายาเสพติดเป็นภัยความมั่นคง  ภัยธรรมชาติและการเยียวยา เดินหน้าเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม, นโยบายโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และการควบคุมก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero โดยพรรคภูมิใจไทยไม่มีการนำเสนอนโยบาย เนื่องจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ได้ประสบความสำเร็จไปแล้ว 

และพรรคที่ น่าจับตาอีกรรคก็คือ พรรคประชาชน ที่นำเสนอสโลแกน “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก”

โดยที่พรรคประชาชน ยังคงหาเสียงด้วยกลยุทธ์เดิม ที่เน้นจุดแข็งแบบ “ปฏิรูป” และเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ ชูนโยบายการแก้ไขจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นโจทย์การเมืองหลักของพรรค เพื่อเปลี่ยนสมดุลอำนาจและลดสิทธิ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี

“ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก” เพื่อย้ำการเปลี่ยนแปลงภายใต้หลักความโปร่งใสและความเท่าเทียม

สู้ทุนเทา – แก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งนโยบายเรือธของพรรคก็คือ การต่อสู้กับทุนสีเทา ตามสโลแกน สร้างประเทศไทยไม่มีสีเทา ประเทศไทยที่เท่าเทียม “เท่าทันโลก”  โดยเน้นการบริหารทำให้รัฐโปร่งใสมีประสิทธิภาพ และมีส่วนร่วมจากประชาชน ซึ่งยังถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนคือ การแก้ไขกติกา รัฐธรรมนูญ ให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะกรรมาธอการร่างรัฐธรรมนูญควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ส่วนการแก้ไข โครงสร้างที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ได้เสนอให้การปฏิรูปที่ดิน เพื่อสร้างโอกาสสร้างตัวเลือกให้กับเกษตรกร ส่วนนโยบายสวัสดิการ ชูการดูแลคนตั้งแต่เกิดจนเกษียณได้  และกระจายอำนาจ ปฏิรูปอำนาจรัฐ ให้ท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหา และต้องแก้ปัญหาวัยเรียนหลุดออกนอกระบบการศึกษา ดูแลวัยแรงงานในมิติต่าง ๆ สร้างประเทศที่คนอยากมีลูก สร้างเครื่องมือทางดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการกอบกู้ความเชื่อมั่นของรัฐ

ขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในเชิงของการกระตุ้นรายได้ให้กับประชาชน พรรคประชาชนเสนอนโยบาย Orange Megaprojects การลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย” ขอใช้งบ 6.3 แสนล้านบาทใน 8 ปี แบ่งเป็น

-การจัดการน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท

-น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท

-ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท

-การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท

-โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท

-โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท

-โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท

และยังจะเดินหน้าปฏิรูปการบริหารประเทศและสร้างระบบที่ใหม่ ความมั่นคงและประชาธิปไตยใหม่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเดิมพันสำคัญ ของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่าการแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญมีผลต่อทิศทางการเมืองและอนาคตของประเทศไทย 

และอีกพรรคที่น่าจับตาจะเป็นพรรคไหนไปไม่ได้ นอกจาก “พรรเพื่อไทย” ชูสโลแกน “เพื่อไทยทำได้”

โดยพรรคจะมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเรื่องรายได้ ความเหลื่อมล้ำ และหนี้สินของประชาชน ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และความเป็นไปได้เป็นหลักในการส่งนโยบายจริงสู่การปฏิบัติ และตอกย้ำจุดเด่นเดิม คือทำนโยบายที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แค่หาเสียง  ด้วยประโยคที่ว่ายกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ 

ซึ่งแน่นอนว่านโยบายเรือธงคือมุ่งเน้นไปที่ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ และ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน  ผ่าน 2 นโยบายเร่งด่วน คือ

-หวยเกษียณ ที่ปูทางมาตั้งแต่ตอนเป็นรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้สานต่อ โดยจะทําให้ได้ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อไปเสริมกับสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนโชคเป็นหลักประกันให้กลายเป็นความมั่นคงในระยะยาว

-ล้างหนี้ให้คนไทย เพื่อไม่ให้ประชาชนเผชิญหนี้สินตามลําพัง โดยจะสานต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับกลุ่มต่อไปนี้ กลุ่มหนี้นอกระบบ, กลุ่มหนี้ NPL, กลุ่มหนี้เกษตรกร, กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มลูกหนี้ดี เพื่อให้มีพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

นอกจากนี้ ยังจะเน้นฟื้นฟูความมั่นคงทางการคลัง มุ่งเพิ่มเสถียรภาพด้านงบประมาณและอันดับเครดิตประเทศสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงทั้งเงินสดและคูปอง รีเซ็ตหนี้ทั้งระบบและพัฒนาทุนมนุษย์ ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบภาษีและกฎหมาย

ส่งเสริมเศรษฐกิจแบบมีมูลค่าเพิ่ม (AI, เทคโนโลยี) และยกระดับเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้าระบบพร้อมสร้างโอกาสแก่ธุรกิจขนาดเล็ก

ขณะที่นโยบายสังคมและบริการพื้นฐาน โดยจะ ฟื้นนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย หากจัดตั้งรัฐบาลภายใน 3 เดือน ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทันที สานต่อจากตอนที่เป้นรัฐบาล รวมถึงการยกเครื่องฟีดเดอร์ (Feeder) ระบบคมนาคมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน อาทิ รถเมล์แอร์ 10 บาท ขยายต่อยอดโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นต้น 

พรรคกล้าธรรม มากับสโลแกน เน้น “ทำจริง มากกว่าพูด”

แม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง  แต่เป็นพรรคที่ต้องจับตาในการเลือกตั้ง 69  เพราะอาจจะมีบทบาทสำคัญในการตั้งรัฐบาล โดยนโยบายและจุดยืนสำคัญของพรรคกล้าธรรม เน้น “ทำจริง มากกว่าพูด”  โดยพรรคประกาศยึดมั่น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการปกครองประเทศ พรรคกล้าธรรมยังไม่มีการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการ แต่ มีแนวทางแก้ปัญหาฐานราก 

โดยจะมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของคนจน, เกษตรกร, แล ผู้ประกอบการรายย่อย

สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan): ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีเงินทุนหมุนเวียน

การเกษตรและนวัตกรรม สนับสนุนนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เกษตรกร และปรับโครงสร้างหนี้

ตามมาด้วย พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สโลแกน” ไทยหายจน”

โดยมีแนวคิดว่า “ประเทศไทยไม่ทน” โดยจะเน้นแก้ปัญหาความยากจน ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมย้ำความสำคัญของ การเมืองสุจริต และ ความเป็นมืออาชีพในการบริหารประเทศ

แนวคิดและแก่นหลักของนโยบาย  คือ เศรษฐกิจและปากท้อง แก้ปัญหาความยากจนและสร้างสภาพเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ประชาชน รับฟังปัญหาปากท้องของประชาช

และเน้นว่าจะทำการเมืองบนหลัก ความซื่อสัตย์-สุจริต, ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนนโยบาย ปากท้องประชาชน เศรษฐกิจสุจริต ไม่โกง ไม่ประชานิยมเกินตัว เน้นวินัยการคลัง สนับสนุน SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ เกษตรกรรมและรายได้ชนบท ประกันรายได้เกษตรกร (ข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ฯล ตลอดจน พัฒนาระบบบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าแบบไม่กระทบวินัยการคลัง เป็นต้น 

พรรครวมไทยสร้างชาติ  มากับสโลแกน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ”

 โดยนโยบายที่สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ นั้นได้เน้นนโญบายด้านความมั่นคง เรียกได้ว่าอิงกระแสรักชาติอยู่ในตอนนี้เลยทีเดียว  อาทิ  ยกเลิก MOU 43 – MOU 44, ยึดหลักสากลคือการใช้ระบบ “สันปันน้ำ” แผนที่ 1 ต่อ 50,000, “สร้างรั้วไทย – กัมพูชา” ขีดเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจน,ออกรบ 200,000 บาท” จ่ายทันทีต่อรอบภารกิจ ,เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 3 หมื่นบาท, ขยับรายได้ทหารเกณฑ์ขั้นต่ำ 1.5 หมื่น 

ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ ยังคงชูนโยบายทุบราคาน้ำมันต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย เปิดเสรีโซลาร์ ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ไม่ต้องขอใบอนุญาต ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบ กู้ใหม่ได้ทันที เมื่อชำระหนี้ที่ธนาคารเสร็จ และข้าว 15,000 บาท/ตัน ปาล์ม 6 บาท/กก. ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ  เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในช่วงหลังเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น เมื่องบประมาณรัฐมีจำกัดมากขึ้น มีปัญหารายรับไม่เพียงพองบประมาณรายจ่ายสาเหตุจากการกู้มานานจนต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เป็น 70% ในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี โดยหนี้สาธารณะล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 67% 

และที่สำคัยเสถียรภาพการเมือง ยังมีผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายสำคัญ ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการหรือสานต่อ ทำให้คาดว่า รัฐบาลในปี 2569 นี้ คงไม่สามารถ ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ได้  และมีแนวโน้มไปในทิศทางรัฐบาลผสม ดังนั้น นโยบายจึงอาจจะจำเป็นต้องนำมาปรับรวม 

” นโยบายเศรษฐกิจของทั้งสามพรรคสะท้อนทางเลือกที่แตกต่าง ทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการคลัง ไปจนถึงการเชื่อมปากท้อง คาดว่าบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่และต่อจากนี้ก่อนเลือกตั้ง เชื่อว่าบรรดาผุ้สมัคร พรรคต่างๆ จะเร่งทำคะแนน ชูนโยบายที่โดนใจ โดนเส้นมากที่สุด  แต่ในท้ายที่สุด  พวกเราที่เป็นคนไทย จะต้องออกไปใช้สิทธิ กาบัตรเลือกพรรคเลือกคนที่ตอบโจทย์ ตรงใจ เพราะนั่นเป็นการใช้สิทธิในฐานะประชาชนคนไทยในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกครั้ง” 

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles