นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสัญญาณของสหรัฐอเมริกาสะท้อนผ่านการโจมตีประเทศเวเนซุเอลา มีดังนี้
เมื่อปธน.ทรัมป์ Trump ปลุกชีพลัทธิมอนโร “Monroe’s Doctrine” บุกรวบหัวรวบหางประธานาธิบดีเวเนซุเอลา Maduro ถึงหน้าบ้าน นักวิเคราะห์หลายคนพูดถึงลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) กันเยอะ อยากมาเล่ามาให้ฟังกันครับ
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จาก “ผู้คุ้มกัน” สู่ “ตำรวจโลก”
1.จุดเริ่มต้น: ลัทธิมอนโร Monroe Doctrine (1823) เมื่อ 200 กว่าปีก่อน ประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ประกาศกฎเหล็กว่า “ทวีปอเมริกา (Americas) เป็นเขตหวงห้ามของสหรัฐฯ” เพื่อกันไม่ให้เจ้าอาณานิคมยุโรปกลับมายุ่งกับประเทศเกิดใหม่ในอเมริกาใต้ สมัยนั้นมันคือการ “ตั้งรับ” เพื่อปกป้องเขตหลังบ้าน แลกกับการที่สหรัฐจะไม่ไปยุ่งกับยุโรป เพราะสหรัฐยังไม่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่ง
2. จุดเปลี่ยน: บทพิสูจน์รูสเวลต์ Roosevelt Corollary (1904) พอสหรัฐฯ เริ่มแกร่งขึ้น ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ก็เติม “บทขยาย” เข้าไป โดยบอกว่าถ้าประเทศในแถบนี้ “ไร้ระเบียบวินัย” หรือมีปัญหาภายในจนกระทบเสถียรภาพ สหรัฐฯ มีสิทธิเข้าไปสวมบท “ตำรวจสากล” (International Police Power) เพื่อจัดระเบียบได้ทันที นี่คือที่มาของนโยบาย “ถือไม้กระบองอันใหญ่” (Big Stick Policy) ที่เน้นบุกก่อนคุยทีหลัง!
3. จุดพีคในปัจจุบัน: บทพิสูจน์ทรัมป์ Trump Corollary (2025) ล่าสุดใน ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 สหรัฐฯ ได้ประกาศชัดเจนว่าจะกลับมามีอิทธิพลเหนือ “หลังบ้าน” ตัวเองแบบ 100% โดยจะไม่ยอมให้จีนหรือรัสเซียเข้ามาถือครองสินทรัพย์สำคัญหรือตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้เด็ดขาด
สรุป 3 เหตุผลหลัก: ทำไมต้องบุกตอนนี้?
สหรัฐฯ อ้างความชอบธรรมในการบุกครั้งนี้ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้
1.สงครามยาเสพติด (Narco-State): รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยกระดับให้รัฐบาลมาดูโรเป็น “องค์กรค้ายาเสพติดข้ามชาติ” และเป็น “ผู้ก่อการร้าย” การบุกครั้งนี้จึงถูกอ้างว่าเป็นภารกิจการบังคับกฎหมาย หรือ Law Enforcement หรือการจับกุมอาชญากร ไม่ใช่การทำสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้สหรัฐฯ บุกได้โดยไม่ต้องรอใครอนุญาต เพราะเขามองว่ามาดูโรไม่ใช่แค่ “เผด็จการ” แต่เป็น “ตัวแทนต่างชาติ” และ “เอเย่นต์ค้ายา” ที่ทำลายหลังบ้านอเมริกา ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่าฟังไม่ค่อยขึ้น และเสี่ยงผิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประเด็น แม้แต่รัฐสภาสหรัฐยังถามว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ปรึกษารัฐสภานี่เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ
2.ประกาศอิทธิพลตามยุทธศาสตร์ NSS 2025 นี่คือการโชว์ศักยภาพว่า “อเมริกากลับมาเป็นเจ้าบ้านแล้ว” สหรัฐฯ ต้องการขับไล่อิทธิพลของจีนและรัสเซียออกไป เพื่อสร้างป้อมปราการอเมริกา “Fortress Americas” หรือเขตเศรษฐกิจและซัพพลายเชนที่สหรัฐฯ ควบคุมได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่เหนือจดใต้ การปฏิบัติการทางทหารหลังการเยือนของจีนไม่กี่นาที เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจน
3.ควบคุมและฟื้นฟูแหล่งน้ำมัน เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (มากกว่าซาอุฯ!) แม้ว่ากำลังการผลิตจะน้อยมาก เพราะไปยึดบริษัทน้ำมันเป็นของรัฐบาล ไม่มีใครกล้าเข้าไปลงทุนแล้ว ทรัมป์ประกาศชัดเจนหลังจับมาดูโรได้ว่า “จะส่งบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไปจัดการ” เพื่อดึงทรัพยากรมหาศาลนี้กลับมาอยู่ในมือของพันธมิตรตะวันตก และใช้เป็นฐานพลังงานหลักของทวีปอเมริกาแทนการพึ่งพาตะวันออกกลางหรือรัสเซีย
โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร? การที่สหรัฐฯ กล้าบุกรวบตัวผู้นำประเทศอื่นแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า:
1.ระเบียบโลกแบบเดิมที่เน้นหลักการ และกฎหมายจบลงแล้ว สหรัฐฯ จะเน้นดูแลเขตอำนาจตัวเองเป็นหลัก
2.จีนกับรัสเซีย ต้องถอยฉากออกจากอเมริกาใต้ เพราะสหรัฐเอาจริง
3.เศรษฐกิจหลังบ้านอเมริกา จะถูกผนวกรวมกันแน่นหนาขึ้น โดยมีสหรัฐฯ เป็นคนคุมกฎ
ปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุม แต่มันคือการประกาศศักดาว่า “อเมริกากลับมาเป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มตัว” โดยใช้รากฐานจากกฎหมายเก่าแก่ 200 ปี และไม้ตายของรูสเวลต์มาอ้างอิงนั่นเองครับ