จุดเริ่มต้น เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์ ” หวนคืนเก้าอี้ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกอย่างมาก โดยที่ผ่านมาทรัมป์ชูนโยบาย America First มีการเปิดฉากใช้สงครามภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ทั่วโลก โดยหวังจะตัดท่อน้ำเลี้ยงของจีน ลามสู่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตราสูงที่สูงขึ้น รวมถึงการรื้อกฏระเบียบโลก ตั้งแต่การถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 แห่ง และล่าสุดยังโชว์วีรกรรมซื้อเกาะกรีนแลนด์ ที่ทำเอาทั่วโลกปั่นป่วน
ประเด็นที่ทั่วโลกจับตาล่าสุด หนีไม่พ้นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปกำลังทวีความรุนแรงขึ้น จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเจตจำนงในการเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีน รวมถึงความพยายามในการครอบครองซัพพลายแร่หายาก (Rare Earth) สร้างความขัดแย้งทางการทูต และคาดว่าจะลุกลามไปสู่การตั้งกำแพงภาษี รวมถึงการยกระดับทางทหารที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าความสัมพันธ์ของพันธมิตร NATO ด้วย
การกระทำของทรัมป์นี้ก็เพื่อบีบให้ยุโรปยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ตามแผนเก็บภาษี 10-25% กับสินค้าจาก 8 ประเทศในยุโรป และยกระดับการกดดันฝรั่งเศสด้วยการขู่เก็บภาษีไวน์และแชมเปญสูงถึง 200% เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีมาครงเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ
แต่ทางฝั่งสหภาพยุโรปก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีการพิจารณาเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 93 พันล้านยูโรหรือประมาณ 108 พันล้านดอลลาร์ หากทรัมป์ยังเดินหน้าตามคำขู่ ซึ่งผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดการป้องปรามทางทหารอย่างเข้มข้น โดยเดนมาร์กและชาติพันธมิตร NATO อีก 7 ประเทศ ได้เริ่มปฏิบัติการ “ARCTIC ENDURANCE” และขยายการซ้อมรบในพื้นที่อาร์กติกให้เป็นตลอดทั้งปี
ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ กลับเซอร์ไพรส์ชาวโลก ด้วยการประกาศว่า จะไม่เก็บภาษี Tariffs กับยุโรป ตามที่เคยแจ้งไว้ว่าจะเริ่มในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซะงั้น !! โดยอ้างว่าผลการเจรจากับ Mr. Mark Rutte เลขาธิการ NATO ที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้ความต้องการของทรัมป์เกี่ยวกับ กรีนแลนด์ เป็นจริง ซึ่งเป็นการยุติความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส มองว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กลับลำ ออกมากลับลำว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้าครอบครองกรีนแลนด์ด้วยการใช้กำลังทหาร พร้อมยกเลิกแผนเก็บภาษีนำเข้ายุโรปเพิ่มเติม 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และ 25% ในวันที่ 1 มิถนายน 2569 นอกจากนี้ยังมีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นกับ NATO ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลทันที แต่ข้อตกลง FRAMEWORK ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความผันผวนรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ ขณะที่เดนมาร์กประกาศชัดว่าไม่เจรจายกเกาะให้สหรัฐฯ
ซึ่งความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ท้้งตลาดพันธบัตร Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ สถานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะทองคำที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนจะมีผลต่อเงินเฟ้อ และ จีดีพีของสหรัฐฯ โดยจะเห็นได้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นในระยะสั้น สินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน และสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ทองคำ ราคาได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อย่างที่เราได้เห็นกันมาแล้ว
ขณะที่บ้านเรา เงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงต้น-กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา สอดคล้องกับหลายสกุลเงินในเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) สวนทางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจ ตลาดทุน การค้าโลก จะมีความเสี่ยงจากความป่วนของทรัมป์ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังมองบวกต่อสถานการณ์โลก ล่าสุดได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook Update) ฉบับเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่นท่ามกลางปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีโลกในปี 2569 ไว้ที่ 3.3% และ 3.2% ในปี 2570
IMF มองว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกและชดเชยผลกระทบจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและยูเครน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน รวมถึงระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงในหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและภาวะทางการเงินทั่วโลก
ขณะที่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าความเสี่ยงจากประเด็นของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น มีมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ตั้งแต่เวเนซุเอลา อิหร่าน และล่าสุดกรีนแลนด์ ซึ่งก่อให้เกิดความผันผวนระหว่างทาง โดยสิ่งที่กังวลจะเกิดขึ้น 3 มิติ คือ 1.สงครามการค้า แม้ว่าศาลยังไม่ได้มีคำตัดสิน แต่เชื่อว่าทรัมป์สามารถไปใช้มาตรการอื่นๆ ได้ และเชื่อว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังไม่จบ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการย้ายฐานการผลิตของจีนได้ 2.สงครามค่าเงิน แม้ว่าเราจะมองค่าเงินอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์ หากเทียบกับดอลลาร์ เงินบาทอาจจะแข็งค่า แต่หากเทียบคู่ค้าคู่แข่งสะท้อนว่าไทยไม่ได้แข็งค่าเกินไป และอยู่ในระดับเหมาะสม และ 3.สงครามเงินทุน ซึ่งประเทศอื่นมีการบอนด์และมีตอบโต้ ทำให้ระหว่างทางมีความผันผวน
ที่ผ่านได้พิสูจน์แล้วว่า “ทรัมป์ ” เป็นบุคคลที่ยากจะคาดเดา เพราะมีเรื่องให้โลกได้เซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยๆ ตราบใดที่เขายังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากนับมาถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่เขาดำเนินนโยบายแบบสุดโต่ง ซึ่งดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุเนื้อหาตอนหนึ่งที่น่าสนใจว่า
“ในโอกาสครบ 1 ปีนี้ คงต้องบอกทุกคนว่า แค่เริ่ม … แค่โหมโรง … อย่าคิดว่าเขาจะหมดมุข …ยังมีอีกมาก …เราต้องอยู่กับเขาไปอีกไม่มากไม่น้อย แค่ 36 เดือนเท่านั้น มาตามดูกันว่า จะมีอะไรเกิดบ้างในช่วงต่อไป
โลกจะปั่นป่วนแค่ไหน จาก ”สงครามหลากมิติ“ สงครามการค้าโลก สงครามเทคโนโลยี สงคราม Supply Chain และแร่หายาก สงครามการเงิน สงครามการทูต สงครามการทหาร จะยกระดับขึ้นอย่างไร
แต่ที่แน่ๆ หลัง 2028 ยุค DJT จะถูกจดจำว่า เป็นยุคเปลี่ยนหักมุม – The Turning Point โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และคงยากจะกลับไปเหมือนเดิม ส่วนจะเปลี่ยนไปอย่างไร โปรดติดตามชม และเตรียมรับมือ”