ธนาคารกลางสหรัฐชี้ดอกเบี้ยสุดท้ายอาจสูงกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงินคาดการณ์

258
0
Share:
ธนาคารกลางสหรัฐ ชี้ ดอกเบี้ย สุดท้ายอาจสูงกว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงินคาดการณ์

นายจอห์น วิลเลียมส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟดได้ประเมินไว้หลังเสร็จสิ้นประชุมเมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคมผ่านมา

ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะต้องทำทุกอย่างที่จะต้องให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับ 2% และนั่นย่อมหมายถึงว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวสูงสุดสุดท้ายอาจสูงกว่าที่กรรมการได้คาดการณ์ไว้

เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมผ่านมา คณะกรรมการดังกล่าวได้ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสูงสุดสุดท้ายจะอยู่ที่ 5.1% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ระหว่าง 4.25-4.50% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี หรือตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายจอห์น วิลเลียมส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวว่าเฟดยังมีความจำเป็นที่จะต้องรักษานโยบายการเงิน หรือดอกเบี้ยระยะสั้นตึงตัวต่อไป ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยปีหน้า ส่วนตัวมองว่าบางทีจะเป็นปี 2024 ที่เฟดจะเริ่มต้นลดดอกเบี้ยระยะสั้น เนื่องจากภาวะอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มลดความร้อนแรงลง

ทุกวันนี้ อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาอยู่สูงกว้าเป้าหมายของเฟดที่กำหนดไว้กว่า 3 เท่าจากระดับ 2% ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดที่ต้องปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงเท่าไหร่นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ และทิศทางเงินเฟ้อที่จะปรับเปลี่ยนไป

ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวถึงภาวะเงินเฟ้อว่า อัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาบ้างอยู่ระหว่าง 5.0-5.5% ในช่วงใกล้ๆ สิ้นปีนี้ และจะลดลงมาอยู่ระหว่าง 3.0%-3.5% ในปี 2023 ในขณะที่อัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 3.7% มาเป็นระหว่าง 4.5%-5.0% ในปี 2023

ทั้งนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด สาขานิวยอร์ก นายจอห์น วิลเลียมส์ ยังมีตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งการประชุมครั้งแรกในปี 2023 คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์