ประธานเฟด ชี้เศรษฐกิจสหรัฐแกร่งทุกด้าน มติเอกฉันท์ตรึงดอกเบี้ยสูงใน 23 ปีต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7

65
0
Share:

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีภาวะตลาดจ้างงานที่แข็งแกร่ง เฟดพิจารณาแล้วว่า ได้ดำเนินการอย่างมีความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพ การดำเนินนโยบายการเงิน หรือดอกเบี้ยมาถูกทางแล้วใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่

ไม่ว่าจะเป็นทางประชาชนหรือองค์กรต่างๆล้วนมีคำถามว่าการใช้นโยบายการเงินหรืออัตราอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ตึงตัวอย่างเข้มข้นนี้ ได้ส่งผลที่มีประสิทธิภาพอย่างไร โดยส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่มีความชัดเจนมาก ว่านโยบายการเงินในปัจจุบัน ได้ส่งผลเป็นไปตามสิ่งที่ได้ประเมินและคาดการณ์ไว้

ขณะที่การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ เสร็จสิ้นในวันสุดท้ายเมื่อคืนผ่านมา ด้วยการลงมติเอกฉันท์ตรึงอัตราดอกเบี้ยที่อัตรา 5.25-5.50% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งยังคงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบ 23 ปีต่อเนื่อง โดยมีการสรุปชี้แจงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา มีสัญญาณของการเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่ง ตลาดการจ้างงานยังคงได้รับแรงส่งอย่างแข็งแรงต่อเนื่อง และอัตราการว่างงานในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ การคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในปี ยังคงได้รับการประเมินว่า จะขยายตัวสูงกว่าระดับ 2% เล็กน้อยโดยอยู่ที่ประมาณ 2.1% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจอเมริกาในไตรมาสที่หนึ่งซึ่งอาจจะมีภาวะสะดุดติดขัดอยู่บ้าง และอัตราการว่างงานในสหรัฐอเมริกาปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4% ส่วนเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในระยะระยะยาวนั้น เฟด ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 2.4% เป็น 2.6%

ด้านนักลงทุน นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์ในตลาดทุนของสหรัฐอเมริกาได้มีการประเมินสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐในคืนผ่านมา พบว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพียงครั้งเดียวภายในปีนี้โดยโดยอาจลดลงเพียง 0.25% ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2024 ในเดือนธันวาธันวาคมนี้ ในขณะที่ภายในปี 2025 ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นรวมกันทั้งหมด 1%

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.3% เทียบช่วงเดียวกันในปีผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย สอดรับกับเงินเฟ้อขั้นพื้นฐานในเดือนเดียวกันเพิ่มขึ้น 0.2% เทียบเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 3.4% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.5%