นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรต้องลงทุนเพิ่มอย่างมาก ทั้งด้านอาหาร การป้องกันโรค และมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ หลังพบการระบาดของไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ ยาฆ่าเชื้อ การทำรั้วฟาร์มและตาข่ายป้องกันพาหะนำโรค เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านโรคอย่างเข้มงวด ถึงแม้ว่าราคาประกาศไข่ไก่คละจะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แต่เกษตรกรกลับขายจริงได้ต่ำกว่าราคาประกาศถึง 20–30 สตางค์ต่อฟอง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 3.22 บาทต่อฟอง ทำให้ผู้เลี้ยงต้องขาดทุน
นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่ ยังได้เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบฟาร์มขนาดใหญ่หลายแห่ง และผู้ค้าไข่ไก่รายใหญ่ ที่ร่วมกันดั๊มพ์ราคาเทขายไข่ไก่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตทำให้ราคาตลาดบิดเบือนและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมผู้เลี้ยงรายย่อยให้แข่งขันไม่ได้ และกระทบต่ออุตสาหกรรมไก่ไข่ทั้งระบบ อีกทั้งหากเกษตรกรต้องทนขาดทุนเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องเลิกเลี้ยง ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพการผลิตและความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือฟาร์มผู้เลี้ยงให้ปฏิบัติตามแนวทางการปลดแม่ไก่ยืนกรงตามอายุที่กำหนด คือฟาร์มขนาดใหญ่ปลดที่อายุ 78 สัปดาห์ และฟาร์มที่เลี้ยงต่ำกว่า 100,000 ตัว ปลดที่อายุ 80 สัปดาห์ เพื่อรักษาระดับอุปสงค์-อุปทานในตลาดให้เหมาะสม