ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% จากประมาณการ 2.0% ในปี 68 โดยมีแรงกดดันหลักจากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวจากฐานสูง การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังมาจากการบริโภคภาคเอกชน แต่แรงส่งมีทิศทางอ่อนลง ตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาวะสินเชื่อหดตัว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมือง จะกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้แรงหนุนจากภาครัฐลดลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การส่งออก ที่เคยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีความเสี่ยงจะหดตัวที่ -1.2% ในปีนี้ เนื่องจากหลายปัจจัย ได้แก่
1. แรงกดดันหลัก ยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น หลังจากมีการเร่งส่งออกไปมากในปี 68 โดยการส่งออกสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษี ภายใต้มาตรา 232 และ Reciprocal tariff มีแนวโน้มชะลอตัวลง นอกจากนี้ มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ภายใต้มาตรา 232 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้า ICs และสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
2. การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง และเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันทิศทางการส่งออกไทยเพิ่มเติม โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การค้าโลกในปีนี้ จะขยายตัวได้เพียง 0.5% จาก 2.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่จีนยังคงเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกิน แม้มีการดำเนินมาตรการ anti-involution ที่ลดกำลังการผลิตส่วนเกินเพื่อแก้ปัญหาการตัดราคา เช่น การกำหนดโควตาสำหรับผลผลิต และสนับสนุนการควบรวมกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น แต่ปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกไทย ยังเผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจีนทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกอื่นๆ
3. การส่งออกไทยปี 69 ไปตลาดหลัก อย่างเช่น สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวในปี 69 ขณะที่การส่งออกไปยังจีน และยูโรโซน คาดว่าจะยังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่ชะลอลงจากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร
– สหรัฐฯ: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -5.8% จากฐานที่สูงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งมีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่ชะลอลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะหดตัว -10.5% (contribution to growth -6.0%) นำโดยสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 232 เช่น วงจรรวม ไดโอด และทรานซิสเตอร์ในกลุ่มกึ่งตัวนำ
อย่างไรก็ดี หากสินค้าดังกล่าวไม่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะหดตัวลดลงเหลือ -4.2% และช่วยให้ภาพรวมการส่งออกไทยปี 69 หดตัวเพียง -0.8% ขณะที่สินค้าที่ยังคาดว่าขยายตัวได้ ได้แก่ Hard Disk Drive และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงจากปีก่อน
โดยอาเซียน การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -3.5% ,ญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% ,- จีนคาดว่าการส่งออกจะยังขยายตัวได้ที่ 1.2% และ สหภาพยุโรปประเมินว่าจะขยายตัวได้ 0.9%
4. วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยังหนุนการส่งออกไทย แต่ในทิศทางที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น HDD, PCB และคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ดี ทิศทางการส่งออกของสินค้าในหมวดดังกล่าวในปี 69 มีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อส่วนหนึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฐานการเติบโตอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสงค์โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น หลังรอบการอัปเกรดอุปกรณ์ไอทีได้ผ่านไปแล้ว และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
5. ประเด็นศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำสั่งระงับ และยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งจะมีผลต่อไทยผ่านภาษี Reciprocal tariff ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 19% อาจส่งผลให้มีการเร่งส่งออกสินค้าอีกระลอก แต่คาดว่าแรงหนุนจะมีจำกัดภายใต้ฐานที่สูงในปีก่อนหน้า และอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ในขณะที่คู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน โดยเฉพาะจีนที่อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 27.6% จากเดิมที่ 47.6% ส่งผลให้สินค้าบางประเภทของไทย ที่เคยได้ประโยชน์จากอัตราภาษีภายใต้ IEEPA ที่ต่ำกว่าจีน เช่น เครื่องปรับอากาศ อาจสูญเสียความได้เปรียบดังกล่าวไป
รวมถึงสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่น ๆ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ดังนี้ มาตรา 232 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ, มาตรา 301 ที่ใช้ตอบโต้ประเทศที่มีการค้าที่ไม่เป็นธรรม, มาตรา 122 ที่ให้อำนาจในการกำหนดมาตรการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน และมาตรา 201 (safeguard) ที่ให้อำนาจเก็บภาษีหรือกำหนดโควตาชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ดังนั้น ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันการค้าโลกในภาพรวม
การนำเข้าชะลอตัว สอดคล้องทิศทางการส่งออก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การนำเข้ามีแนวโน้มชะลอลงในทิศทางเดียวกับการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งเห็นการขยายตัวในระดับสูงในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบ อาจปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะจากจีน คาดว่าจะยังขยายตัวเป็นบวก โดยมาตรการ De Minimis ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่น่าจะกระทบปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในปี 69 ยังเกินดุลแต่น้อยกว่าปี 68
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34.1 ล้านคน จาก 32.97 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท (contribution to GDP growth 0.3%) ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาค ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก นอกจากนี้ ประเด็นด้านความปลอดภัย ยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ส่วนค่าเงินบาทในระยะสั้น ยังคงแนวโน้มแข็งค่า โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 69 มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การบริโภคภาคเอกชน จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แต่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.8% จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง การลงทุนในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มซบเซาจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
อย่างไรก็ดี การลงทุนเอกชนได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติ ในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยี AI รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ของภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการลงทุน คาดว่าจะช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนได้บางส่วน โดยเฉพาะในด้านการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์ และการพัฒนาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่ เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี
สำหรับการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะชะลอลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่คาดว่าจะต่ำลงในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง และรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกรอบงบประมาณสำหรับการลงทุนภาครัฐ (รวมรัฐวิสาหกิจ) ในปี 69 ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก และภาคการผลิตของไทยมีแนวโน้มยังคงซบเซา ขณะที่ผลผลิตภาคการเกษตรอาจลดลงจากปีก่อนหน้าตามปริมาณน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มน้อยลงจากสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติ (neutral) ตั้งแต่ในไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป อีกทั้งรายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวเพราะยังเผชิญการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าวซึ่งอินเดียในฐานะผู้ส่งออกหลักในตลาดโลกยังคงเพิ่มการส่งออก
ด้านปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ยังมีโอกาสที่งบประมาณปี 2570 จะเร่งให้ใช้ได้ทันปลายปี 69 แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 69 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0.4% จากแรงกดดันด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารสดที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ราคาพลังงานโลกปรับลดลง
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มขึ้น โดยในอดีต ดอกเบี้ยนโยบายเคยไปต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะต้องปรับแย่ลงกว่าคาดมาก กนง. ถึงจะปรับลดดอกเบี้ยไปถึงระดับ 0.5% ในปีนี้