ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐ รายงานว่าราคาหุ้นบริษัทเอ็นวีเดีย (Nvidia) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไมโครชิพยักษ์ใหญ่และชื่อดังที่สุดของโลก ปิดตลาดเหลือหุ้นละ 118.58 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4,032 บาทต่อหุ้น ทรุดหนักถึง -17% ทำสถิติราคาหุ้นเอ็นวีเดียที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี หรือตั้งแต่ 16 มีนาคม 2020 ซึ่งในช่วงนั้นหุ้นเอ็นวีเดียถูกกระหน่ำเทขายจากการเกิดโรคระบาดโควิด-19 เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ มูลค่าบริษัทเอ็นวีเดียเสียหายมากถึง 592,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20.1 ล้านล้านบาทในคืนเดียว ทำสถิติเสียหายมากเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา
ที่สำคัญ ความร่ำรวยของนายเจนเซ่น หวง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ เอ็นวีเดีย ดำดิ่งมากถึง 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 714,000 ล้านบาทภายในคืนเดียว หรือตกต่ำถึง -16.74% มาเหลือที่ 103,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.52 ล้านล้านบาท จากเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้เคยมีความร่ำรวยมากถึง 124,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4.23 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ร่วงหล่นอันดับเศรษฐีโลกลงมาอยู่อันดับที่ 17 ภายใน 24 ชั่วโมงผ่านมา
ความเสียหายในครั้งนี้ ปรากฏว่าทำลายสถิติเดิมถึงกว่า 2 เท่าที่มูลค่าบริษัทเอ็นวีเดียในเดือนกันยายน 2024 หดหายมากถึง 279,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.5 ล้านล้านบาท ในครั้งนั้นกลายเป็นสถิติมูลค่าบริษัทเอ็นวีเดียเสียหายใน 1 วันมากเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับสถิติของความเสียหายขอบมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีในอดีต พบว่า ยังเสียหายมากกว่ามูลค่าบริษัทเมตา อินคอร์ปอเรชั่น ที่หดหายมากถึง 232,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 7.9 ล้านล้านบาทในปี 2022 ถอยไปก่อนหน้านั้นมูลค่าบริษัทแอปเปิล อินคอร์ปอเรชั่น หดหายถึง 182,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.2 ล้านบ้านบาทในปี 2020
นอกจากนี้ มูลค่าบริษัทเอ็นวีเดียเสียหายมากถึงเกือบ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20.4 ล้านล้านบาทในคืนเดียวนั้น มีมูลค่ามากกว่า 2 เท่าของมูลค่าบริษัทโคคาโคลา และบริษัทพลังงานชื่อดังอย่างเชฟลอน และยังมากกว่ามูลค่าบริษัทเทคโนโลยี ได้แก่ ออราเคิล และเน็ตฟลิกซ์ อีกด้วย ที่สำคัญ ยังทำให้ดัชนีหุ้นนาสแดคปิดดำดิ่งหนักถึง -3.1% หรือดิ่งเหวลึกถึง -612 จุด ฉุดลากมาปิดที่ระดับ 19,341 จุด
สาเหตุที่ทำให้ทั้งราคาหุ้น และมูลค่าบริษัทเอ็นวีเดีย เสียหายใน 1 วันมากเป็นประวัติการณ์ของบริษัทนั้น เป็นผลมาจากความวิตกกังวลอย่างรุนแรงของนักลงทุนทั่วโลกที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทเอ็นวีเดีย และบริเทคโนโลยีอื่นๆ ในธุรกิจเอไอของสหรัฐอเมริกา หลังจากธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติจีนได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอด้วยการผลิตต้นทุนต่ำมีชื่อว่าดีพซีค (DeepSeek) ซึ่งใช้เงินลงทุนพัฒนา และสร้างแอปนี้ไม่ถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 205 ล้านบาท และยังใช้เวลาสั้นมากในการพัฒนาเพียง 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งแตกต่างอย่างมากมายเมื่อเทียบกับแอปเอไอของบริษัทอเมริกันชื่อดังระดับโลกที่ใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลานานกว่าในการพัฒนาแอปเอไออีกด้วย
ที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใช้ชิพคุณภาพสูงระดับ H800s ของเอ็นวีเดีย ซึ่งเป็นไมโครชิพประเภทจีพียู หรือ Graphics Processing Units ที่เอ็นวีเดียเป็นเจ้าตลาดใหญ่ที่สุดของโลก แอปดังกล่าวยังสามารถใช้งานได้ระบบการเขียนโค้ดแบบเปิด หรือ Open Source เปิดใช้งานด้วยจำนวนภาษาที่มากมาย และให้ดาวน์โหลดใช้งานฟรีบนทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการได้แก่ ไอโอเอส และแอนดรอยด์ รวมถึงคุณสมบัติของแอปดังกล่าวยังเทียบชั้นได้กลับแอปเอไอชื่อดังระดับโลกอย่าง แชทจีพีที ChatGPT อีกด้วย
ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทเอ็นวีเดีย ให้ผลตอบแทนทะยานสูงขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวพุ่งสูงถึง 171% ในขณะที่เมื่อปี 2023 ให้ผลตอบแทนกระฉูดถึง 239% และในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ บริษัทเอ็นวีดีมีราคาหุ้นพุ่งสูงจนส่งผลให้มูลค่าของบริษัทแซงหน้าบริษัทแอปเปิล อินคอร์ปอเรชั่น ด้วย