ไทยพาณิชย์ มองเงินบาทจ่อแข็งค่าได้อีกเล็กน้อยระยะสั้น มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าช่วงครึ่งหลังปีนี้ หากการลดดอกเบี้ยของเฟดจบลง ฟันด์โฟลว์ลด

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตั้งแต่เปิดปีใหม่มา เงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์แรกพบว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง หลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทั้งเวเนซุเอลา และอิหร่าน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา อย่างไรก็ดี หลังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย เช่น โอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า รวมถึงโอกาสที่จะปรับกฎเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อ/ขายทองคำ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย หรืออยู่ในโซนแข็งค่า อย่างน้อยภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าได้ต่อในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่จะปรับแย่ลงต่อจากเทรนด์ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน จึงทำให้ Fed จะลดดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังโตต่อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์อาจไม่มากนัก 3) ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะเงินหยวน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้จากมุมมองเศรษฐกิจและการค้าที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีนี้ และ 4) ราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นต่อได้ แม้จะไม่มากเท่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มากเท่าในปีที่แล้ว และหาก ธปท. ออกนโยบายดูแลการซื้อขายทองคำเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทได้อย่างตรงจุด ก็จะทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลดลงได้ มองกรอบ USDTHB ในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60

สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ มองกรอบปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจาก 1) หลังจบ Easing cycle และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโตต่อได้ดีจากการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่เร่งการใช้จ่าย/ลงทุน (AI, Data center, Defense) ซึ่งจะดันให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงตามการส่งออกที่อาจหดตัวได้ในปีนี้ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้ามาเท่าในปีก่อน เพราะ Easing cycle ในเอเชียใกล้จบลง และการโยกเงินออกจากสหรัฐฯ อาจลดลง หลังนักลงทุนเคยชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ และ 4) การเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง โดยผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี หาก Timeline การจัดตั้งรัฐบาลถูกเลื่อนออกไปจากที่ประเมิน หรือมีการประท้วงการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้บาทอ่อนค่าเร็วได้ โดยกรณี Worst case บาทอาจอ่อนค่ามากกว่า 30-40 สตางค์ภายใน 1 วันได้ สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 นายวชิรวัฒน์ มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม Timeline พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 อาจประกาศล่าช้า 1-2 เดือน ขณะที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ปี 2026 จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินอาจไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า ส่งผลต่อการจัดทำงบฯ ปี 2027 ก็อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังได้

สำหรับมุมมองนโยบายการเงินไทยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และทรงตัวต่ำนานถึงปี 2027 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่อง สำหรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดการเงินนั้น ตลาดให้โอกาสเพียง 40-50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากอุปสงค์ของนักลงทุนที่เบาบางลง ขณะที่อุปทานพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่มค่าน่าเชื่อถือสูงมีออกมามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประเมิน ก็จะกดดันให้ Short-term bond yields ปรับลดลงมาได้

สำหรับมุมมองสกุลเงินอื่นในปีนี้ มองว่าเงินยูโรและเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจแข็งค่าเทียบต่อเงินบาทเช่นกัน โดยเงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์ที่ปรับอ่อนค่าลง 2) แรงส่งจากภาคการคลัง โดยเฉพาะจากเยอรมนีที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกงบประมาณ รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต (Manufacturing) 3) เศรษฐกิจของบางประเทศที่คาดว่ายังโตได้ดีในปีนี้ เช่น สเปน ที่การใช้จ่ายผู้บริโภคยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายภาครัฐ และเศรษฐกิจหันไปเน้นภาคบริการที่มี value-added มากขึ้น และ 4) ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง เพราะ Fed อาจลดดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ขณะที่ ECB น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้มองว่า เงินยูโรเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 37.00-37.50 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินยูโรอาจเจอแรงกดดันด้านอ่อนค่าบางช่วง จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส

สำหรับเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) เศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่อาจโตต่อเนื่องได้ และสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ราคาต่ำ จะส่งออกไปแข่งขันต่างประเทศมากขึ้น 2) จีนมีส่วนแบ่งตลาดของแร่ Rare earth refining และ Magnet production ถึง 90% ทำให้มีอำนาจต่อรองในการยับยั้งการขึ้น Tariffs ในระดับสูงได้ 3) ภาคการผลิตจีนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะการขยายตัวของภาคการผลิตและการส่งออก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การนำเข้าจะยังไม่โตนัก โดยมองว่าเงินหยวนเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 4.53 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้

ด้านเงินเยนมองว่ามีแนวโน้มแข็งค่าได้เพียงเล็กน้อย เพราะตลาดยังให้น้ำหนักต่อความกังวลเรื่องการเมืองญี่ปุ่น ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งแรกอาจเป็นเดือน ก.ค.) ซึ่งถือว่าค่อยเป็นค่อยไป และ reaction ของค่าเงินน่าจะยังน้อย ขณะที่ประเด็นการเมืองยังเป็นปัจจัยใหญ่ที่กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า โดยในช่วงนี้ต้องจับตาการประกาศยุบสภา และการเลือกตั้งต่อไป อีกทั้ง มาตรการการคลังของญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันด้านสูงต่อ JGB yields และกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าเช่นกัน สำหรับความกังวลเรื่องการ Unwind carry trade ของนักลงทุนโลก นายวชิรวัฒน์มองว่าจะไม่รุนแรงนัก เพราะ 1) Policy normalization จะเป็นอย่างช้า ๆ ขณะที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำกว่าต่างประเทศอยู่มาก และ Global environment จะยังหนุนให้มีการลงทุนในสหรัฐฯ จึงน่าจะไม่มีการ unwind การลงทุนกลับมามาก และ 2) ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มแคบลง ทำให้ FX hedging cost ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะลงทุนต่างประเทศถูกลง จึงคาดว่า อาจมีการทำ FX hedge เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ Capital flows มีผลต่อค่าเงินน้อยลง

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles