นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการะทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบนโยบายให้ธนาคารออมสิน ช่วยเติมเม็ดเงินในระบบ โดยการปล่อยสินเชื่อพิเศษ งวงเงิน 1-2 หมื่นบาทต่อราย เป้าหมาย 3 แสนบัญชี คุณสมบัติจะเป็นกลุ่มบุคคลธรรมดาที่ทำมาค้าขาย และไม่เคยได้สินเชื่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทางออมสินก็รับโจทย์ไปแล้ว และกำลังหาวิธีการอยู่ คาดว่าจะประกาศเปิดตัวโครงการได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ รวมทั้ง กำลังเตรียมหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อพิจารณา เรื่องการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลช่วยอุดหนุนด้วยหารให้ธนาคารพาณิชย์ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอไอดีเอฟ) ลงไป 0.23% จากปกติ 0.46% ซึ่งเปิดโอกาสให้ทางธนาคารพาณิชย์เสนอวิธีการด้วยตัวเอง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะช่วยดูในเรื่องนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเงินหายไปจากตลาด โดยในหนึ่งปีมียอดสินเชื่อค้างในระบบธนาคารอยู่ราว 18 ล้านล้านบาท โดยมีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ Net Interest Margin (NIM) อยู่ที่ 3% เท่ากับคนเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ยราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งก็กลายเป็นกำไรของธนาคาร ซึ่งมองว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบรวม2 แสนล้านบาทนั้น มากเกินไปเมื่อเทียบกับศักยภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน ซึ่งอยากให้ภาคธุรกิจกลับมามองถึงความยั่งยืน หันกลับมาช่วยกัน แทนการมุ่งไปที่การทำกำไรสูงสุด
นายพิชัยกล่าวว่าถ้าอยากให้เงินกลับเข้าสู่ระบบ ก็ต้องมีการปล่อยสินเชื่อ แต่สินเชื่อยังเท่าเดิม ทำให้เงินหายไปจากตลาด เพราะฉะนั้น ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปหารือกับธนาคาร ว่าถ้าไม่ปล่อยสินเชื่อเลยก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้ ซึ่งรายย่อยเหล่านี้จะขอกู้ไม่เยอะแค่ 1-2 หมื่นบาทเท่านั้น และยอมรับในดอกเบี้ยสูกว่าปกติได้ แต่ไม่อยากออกไปกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยแพงเกินไป
ขณะเดียวกันยังขอให้ ธปท. ให้ช่วยพิจารณาเรื่องแอลทีวี การมีเกณฑ์แอลทีวีนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดีคือ การกันไม่ให้เกิดหนี้เสียเยอะขึ้น แต่ข้อเสียคือ คนบางส่วนอาจพอมีกำลัง แต่พอเจอเกณฑ์เข้มงวดไปก็เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ซึ่งก็ต้องมีการไปปรับกติกาบางอย่าง รวมทั้งการทำให้คนเป็นหนี้มีอิสรภาพ หรือเรื่องติดเครดิตบูโร ซึ่งรัฐบาลก็พยายามช่วย อาทิโครงการแก้หนี้ คุณสู้ เราช่วย ในการปิดหนี้ ขณะที่กรณีลูกหนี้ดีนั้น รัฐบาลการกำลังพิจารณามาตรการอยู่ แต่ยังระบุรายละเอียดไม่ได้ โดยที่ผ่านมาที่ภาคสถาบันการเงินมีภาระการวิกฤติต้มยำกุ้ง คือการที่รัฐช่วยอุ้มในช่วงฟองสบู่แตก เกิดเป็นกองทุนเอไอดีเอฟ ซึ่งปัจจุบันยังใช้หนี้ไม่หมด แต่รัฐบาลก็ยินดีที่จะช่วยยืดระยะเวลานำเงินเข้าส่งกองทุน และมาช่วยลูกหนี้ก่อน