เมื่อวันที่ 29 มกราคม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ออกจดหมายด่วนถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นใหญ่ใน DUSIT (สัดส่วน 49.74%) โดยมีใจความสำคัญ ดังนี้
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 นายชนินทธ์ โทณวณิก ได้รับโอนหุ้นในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด จำนวน 5.05% จากกองมรดกของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของคุณชนินทธ์เพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 52.12% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท
การถือหุ้นเกิน 50% หมายความว่านายชนินทธ์กลับมามีอำนาจควบคุมใน “บริษัท ชนัตถ์และลูก” อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งทำให้นายชนินทธ์มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ DUSIT ไปโดยปริยาย
ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2569 นางสินี เธียรประสิทธิ์ ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่ตนเองถืออยู่ในบริษัท ชนัตถ์และลูก (26.66%) ให้กับ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค น้องสาวคนเล็ก
ทำให้ปัจจุบันนางสุนงค์กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับสองในบริษัทโฮลดิ้งด้วยสัดส่วน 46.62% โดยที่สัดส่วนการถือหุ้นรวมของกลุ่มครอบครัวใน DUSIT ยังคงเดิมที่เกือบ 50% และไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการดำเนินธุรกิจหรือโครงสร้างการจัดการของบริษัทแต่อย่างใด
นอกจากนี้นายชนินทธ์ โทณวณิก , นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ได้ออกแถลงการณ์ถึงการบริหารกิจการของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยระบุว่า
“ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเห็นต่าง ในการบริหารกิจการของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ระหว่างข้าพเจ้า ได้แก่ นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะผู้ถือหุ้นของ บริษัท ชนัตถ์และลูก (จำกัด) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) นั้น
ความเห็นต่างดังกล่าว ล้วนเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการเห็นกิจการของบริษัท โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ได้วางรากฐานและดูแลด้วยความรัก มานานกว่า 50 ปี สามารถที่จะเติบโต อย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า และผู้มีอุปการะคุณ รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย ตามความตั้งใจของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย
ข้าพเจ้า นายชนินทธ์ โทณวณิก นางสินี เธียรประสิทธิ์ และ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ขอเรียนให้ทุกท่านที่นับถือได้ทราบว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นพ้องต้องกันที่จะยุติข้อขัดแย้งดังกล่าวแล้ว โดยจะนำความเห็นต่าง และความปรารถนาดีของทุกฝ่ายที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ และกิจการของบริษัทต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และขอขอบพระคุณในความห่วงใย และความปรารถนาดีของทุกท่านที่มีต่อข้าพเจ้า และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มา ณ ที่นี้
ขอแสดงความนับถือ”