นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีนี้ที่ยังคงน่ากังวล โดยล่าสุดยอดขายรถยนต์ในประเทศปัจจุบันยังคงอยู่ที่ 5.7 แสนคัน และคาดว่าทั้งปี จะทำได้เพียง 600,000 คันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี หรือแย่กว่าช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2539 แม้จะมีรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV เข้ามาช่วยพยุงยอดขายกว่า 100,000 คัน แต่ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งฉุดรั้งตลาดต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี ประกอบกับยอดผลิตรถยนต์เพื่อขายในประเทศยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่าอยู่ที่ 500,000 คัน โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนที่ปกติควรจะมีการผลิตที่สูงขึ้นเพื่อรองรับงาน Motor Expo แต่กลับมียอดผลิตน้อยอย่างผิดปกติไม่สอดคล้องกับยอดจองรถที่พุ่งสูง ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการส่งมอบรถ
ขณะที่เป้าหมายการส่งออกปีนี้อาจทำได้เพียง 920,000 คัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 950,000 คัน โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนของคำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ และความพ่ายแพ้ในตลาดหลักอย่างออสเตรเลีย ซึ่งไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่รถยนต์จากจีน โดยยอดนำเข้ารถจากไทยไปออสเตรเลียลดลงกว่า 19,000 คัน ขณะที่ค่ายรถจีนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและราคา
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ตลาดมีทิศทางทรงตัวภายใต้ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งต้นทุนแร่ลิเธียมที่พุ่งสูงกว่า 94,000 หยวนต่อตัน และการเปลี่ยนผ่านมาตรการรัฐจาก EV 3.0 สู่ 3.5 ที่เงินอุดหนุนลดลงจาก 150,000 เหลือ 100,000 บาท ทำให้แรงจูงใจด้านราคาลดลง
นอกจากนี้ยังต้องจับตาปัจจัยการเมืองในประเทศ หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ปีหน้าเกิดความล่าช้า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอนุมัติงบประมาณปี 2570 และสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ตัวเลข GDP ของประเทศเติบโตต่ำกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตามยังมีความหวังเกี่ยวกับกระแสข่าวที่รถ EV ราคาประหยัด 2-3 แสนบาทจะเข้ามาทำตลาด หากเกิดขึ้นจริงก็มองว่าน่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น