ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2025 (ตามเวลาในสหรัฐ) ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 48,063 จุด-303 จุด หรือ -0.63% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ระดับ 6,845 จุด -50 จุด หรือ -0.74% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่ 23,241 จุด -177 จุด หรือ -0.76% ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง 4 วันทำการติดต่อกันถึงวันสิ้นปี 2025 นี้
สาเหตุจาก นักลงทุน ยังคงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อทำกำไรติดต่อกันจนถึงสิ้นปี 2025 หลังจากดัชนีหุ้นสำคัญทั้ง 3 แห่งมีส่วนต่างพุ่งสูงเกิน 2 หลักอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 4 ปีนี้ นอกจากนี้ การซื้อขายหุ้นเบาบางในช่วงใกล้วันสุดท้ายของปี 2025 ท่ามกลางการเปิดเผยรายละเอียดของบันทึกการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด พบว่ามุมมองของกรรมการส่วนใหญ่ยังคงส่งสัญญาณในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดในปี 2026
อย่างไรก็ตาม สิ้นสุดเดือนธันวาคม พบว่าดัชนีหุ้นดาวโจนส์ และดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ส่งผลทั้ง 2 ดัชนีหุ้นสำคัญดังกล่าวปิดรายเดือนขึ้นยาวนานที่สุดในรอบ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ในปี 2025 นี้ ดัชนีหุ้นสำคัญทั้ง 3 แห่ง ปิด +12.97%, +16.39% และ +20.36% ตามลำดับ โดยเฉพาะดัชนีหุ้นดาวโจนส์ในปี 2025 นี้กำลังจะทำสถิติปีที่ดีที่สุดในรอบ 4 ปีผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 2021 สาเหตุจากราคาหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ รวมถึงราคาหุ้นของบริษัทผลิตไมโครชิพเอไอ มีราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดปี 2025 ได้ขยายตัวและสร้างสถิติที่น่าสนใจมากมาย เช่น ขนาดหรือมูลค่าตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐพุ่งทะยานเป็น 218% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ตัวเลขสัดส่วนดังกล่าวทำสถิติมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ สอดคล้องกับมูลค่าตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 68 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2,122 ล้านล้านบาท ทำสถิติมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์
ที่สำคัญ มูลค่าและขนาดตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐมีขนาดใหญ่โตและแซงขนาดเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันที่มีมูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 967.2 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดใหญ่กว่าถึง 2.2 เท่าของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ในช่วง 8 เดือนสุดท้ายของปี 2025 ยังพบว่าสัดส่วนดังกล่าวพุ่งสูงถึง 56% และนับตั้งแต่วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปี 2020 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาขยายตัวสูงและรวดเร็วมากถึงสองเท่าเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา