ตลาดหุ้นไทยรุ่งเรื่องสู่รุ่งริ่ง นายกสมาคมนักวิเคราะห์เผยตลาดหุ้นไทยดิ่งเหว 3 ปีติดรวมกัน -24% เสียหายรวมกว่า 4.25 ล้านล้านบาท สวนตลาดหุ้นทั่วโลกกำไรพุ่ง 60% ใน 4 ปีผ่านมา สภาพคล่องเงินเล่นหุ้นไทยวูบ -54% บริษัทแหยงระดมทุนตลาดหุ้นไทย ใน 5 ปีทุบหุ้นระดมทุนดิ่ง -93% จากยุครุ่งเรืองกว่า 1.3 แสนล้าน สู่ยุครุ่งริ่งเหลือไม่ถึง 9 พันล้าน

ตลาด หุ้น ไทย รุ่งเรื่องสู่รุ่งริ่ง นายกสมาคมนักวิเคราะห์เผยตลาดหุ้นไทยดิ่งเหว 3 ปีติดรวมกัน -24% เสียหายรวมกว่า 4.25 ล้านล้านบาท สวนตลาดหุ้นทั่วโลกกำไรพุ่ง 60% ใน 4 ปีผ่านมา สภาพคล่องเงินเล่นหุ้นไทยวูบ -54% บริษัทแหยงระดมทุนตลาดหุ้นไทย ใน 5 ปีทุบหุ้นระดมทุนดิ่ง -93% จากยุครุ่งเรืองกว่า 1.3 แสนล้าน สู่ยุครุ่งริ่งเหลือไม่ถึง 9 พันล้าน

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) อดีตประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยด้วยการตั้งคำถาม ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความหวังหรือไม่

ปี 2025 ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำเกือบที่สุดในโลก SET Index ติดลบ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโลกปรับขึ้น 21% และมีแค่ 6 ตลาดหุ้นในโลกที่ให้ผลตอบแทนติดลบ ในปี 2025 ยังเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ โดยผลตอบแทนติดลบสะสม 3 ปี อยู่ที่ 24% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปถึง 4.25 ล้านล้านบาท

ที่น่าเสียดาย คือโอกาสที่นักลงทุนไทยสูญหายไป เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาทองของการลงทุนทั่วโลก โดยดัชนีตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนสะสมสูงถึง 60% จากแรงหนุนสำคัญของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในเกือบทุกประเทศ

ภาวะตลาดขาลงทำให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยหดตัวลงถึง 54% จาก 4 ปีที่แล้ว จนเริ่มเข้าใกล้ภาวะที่กองทุนต่างชาติขนาดใหญ่อาจลงทุนไม่ได้ (non-investable) จากข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน ระดับมูลค่าหุ้นไทย (Forward P/E) ถูกปรับลดลง (De-rate) อย่างต่อเนื่อง จนเหลือเพียง 13 เท่า และจะต่ำกว่านี้ถ้าไม่รวมบางหุ้นขนาดใหญ่ที่เทรดที่ P/E สูงผิดปกติ ที่น่ากังวลที่สุดคือเม็ดเงินระดมทุน IPO ลดลงถึง 93% จาก 136,044 ล้านบาท เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหลือเพียง 8,992 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

แปลง่ายๆ คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเข้าใกล้จุดอันตราย ที่ตลาดอาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกระดมทุนและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนที่ผ่านมา และหากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้ คือการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ โครงการประเภทนี้จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งทุนจากตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะมีระดับความเสี่ยงสูงกว่าโครงการทั่วไป จึงไม่สามารถพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียวได้ 

คำถามคือ แล้วตลาดหุ้นไทยยังมีความหวังหรือไม่? ด้วยศักยภาพของประเทศไทย ผมยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยไม่ใช่ตลาดที่หมดหวัง แต่ไม่น่าจะฟื้นตัวได้ด้วยตัวเองแบบมีนัยสำคัญ หากไม่ได้รับ “แรงผลัก” จากภาครัฐอย่างจริงจัง

ดัชนีหุ้นคือกระจกสะท้อนความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่ออนาคต เมื่อเศรษฐกิจโตช้า กำไรบริษัทจดทะเบียนหดตัว เงินทุนไหลออก และนักลงทุนขาดความมั่นใจ ตลาดย่อมไม่มีแรงส่งเพียงพอที่จะฟื้นตัวได้เอง

รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้

1) เร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมา ทั้งในตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจริง สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยขาดมากที่สุดคือ ความเชื่อมั่น ซึ่งไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นว่าตลาดมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล หรือมีการกำกับดูแลที่ดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

ตลาดหุ้นจะกลับมาได้จริง ต้องมีภาพอนาคตที่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะกลับมาเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยระดับ 4% ต่อปี ได้ในระยะยาว ไม่ใช่ติดอยู่ในกรอบเดิมที่โตต่ำเช่นที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องมี นโยบายเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ และทำได้จริง โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และที่สำคัญ ต้องยกระดับตลาดทุนให้กลับมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ

2) ฟื้นสภาพคล่องให้กลับมา โดยเริ่มจากกลุ่มในประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเจอปัญหาสภาพคล่องลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ และจากการที่เงินลงทุนของคนไทยส่วนหนึ่งไหลออกไปสู่สินทรัพย์ต่างประเทศ ดังนั้น หากต้องการให้ตลาดกลับมามีแรงซื้อจริง จำเป็นต้องเริ่มจากการฟื้นสภาพคล่องในประเทศก่อน และต้องยอมรับความจริงว่า ความเชื่อมั่นอย่างเดียวอาจยังไม่พอในระยะแรก เงินจะกลับมาไม่ได้ หากไม่มีแรงจูงใจที่ชัดเจน

โครงการ TISA ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งโดยตรงและผ่านกองทุนรวม คือแนวคิดที่ถูกต้อง แต่หากจะให้ได้ผลจริง ต้องออกแบบให้นักลงทุนยอมรับ ไม่ใช่มีเงื่อนไขมากจนกลายเป็นข้อจำกัด วงเงินต้องสูงพอที่จะสร้างแรงกระตุ้น และควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพราะเป็นกลุ่มที่สามารถเพิ่มสภาพคล่องในตลาดได้จริง

นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีสำหรับนักลงทุนไทยที่โยกเงินลงทุนในต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ก็เป็นอีกมาตรการที่รัฐควรสนับสนุน เพราะช่วยเสริมสภาพคล่องในช่วงเริ่มต้นได้รวดเร็ว

แม้มาตรการเหล่านี้อาจทำให้รัฐบาลต้องยอมเสียรายได้ภาษีไปบางส่วนในระยะแรก ผมมองว่าเป็นต้นทุนที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะหากสามารถปลุกตลาดหุ้นให้กลับมาได้ สิ่งที่จะตามมาคือ Wealth Effect หรือความมั่งคั่งของประชาชนที่เพิ่มขึ้น

เมื่อความมั่งคั่งฟื้น ความมั่นใจและความกล้าใช้จ่ายย่อมกลับมา การบริโภคภายในประเทศจะปรับดีขึ้น เศรษฐกิจจะหมุนเร็วขึ้น GDP ฟื้นตัว และท้ายที่สุด รายได้ภาษีรวมของประเทศมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมากกว่าภาษีที่รัฐยอมสละในช่วงเริ่มต้น

เมื่อบรรยากาศการลงทุนและสภาพคล่องในตลาดเริ่มดีขึ้น ผมเชื่อว่าเม็ดเงินต่างชาติจะทยอยไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะกองทุนต่างชาติจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกใหม่ หลังจากทำกำไรอย่างมากจากหุ้นกลุ่ม AI ในช่วงที่ผ่านมา หากรัฐบาลใหม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่น และดึงสภาพคล่องกลับเข้ามา ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีแค่ความหวัง แต่ยังสามารถกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ในฝั่งของตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็จำเป็นต้องเร่งจัดการปัญหาความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อย ที่มองว่าตลาดไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความได้เปรียบของ HFT และกติกาการขายชอร์ตที่แตกต่างกันระหว่างกองทุนต่างชาติและนักลงทุนรายย่อย

สิ่งสำคัญคือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น และแสดงความโปร่งใสผ่านข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยผลการศึกษา ข้อมูลเชิงสถิติ หรือมาตรการกำกับดูแลที่ตรวจสอบได้ เพื่อทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า นักลงทุนทุกกลุ่มได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และตลาดทุนไทยมีกติกาที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles