นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2567 พบว่าจำนวนคนต่างด้าวในประเทศไทยที่ใช้บริการสาธารณสุขของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามในพื้นที่ชายแดนพบว่าในปีงบประมาณ 2567 คนต่างด้าวเข้าใช้บริการสาธารณสุขตามแนวชายแดนมากถึง 3.8 ล้านครั้ง ประกอบด้วย คนต่างด้าวที่มีสิทธิการรักษาจำนวน 490,000 ครั้ง คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิการรักษาจำนวน 1,500,000 ครั้ง และคนต่างด้าวที่ไม่ระบุสิทธิอีกจำนวน 1,800,000 ครั้ง
ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567 มูลค่าค่าใช้จ่ายสุขภาพของคนต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนไทย ปรากฏว่ามีสูงมากถึง 92,083 ล้านบาท ซึ่งสูงเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2565 ถึง 8.2 เท่าตัว จากข้อมูลยังพบว่า 81.1% ของมูลค่าดังกล่าวมาจากพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีคนต่างด้าวเข้ารับบริการมากที่สุดเมื่อเทียบกับชายแดนอื่น นอกจากนี้ มูลค่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ สูงถึง 96.7%
คนต่างด้าวที่ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลตามแนวชายแดนในประเทศไทย พบว่า 49.2% ใช้สิทธิในกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว ขณะที่ 21.2% ใช้สิทธิประกันสังคม และ 29.5% ใช้สิทธิสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ที่น่าสนใจ คือ คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิการรักษาส่วนใหญ่นั้น ยังสามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขในไทยได้แม้ไม่มีประกันสุขภาพ
ขณะนี้ โรงพยาบาลตามแนวชายแดนของไทยมีภาระในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น สอดรับกับมีปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ สะท้อนจากในปี 2567 คนต่างด้าวเป็นผู้ป่วยในที่มีสัดส่วนสูงถึง 33.1% ของผู้ป่วยในทั้งหมด ทำให้ประมาณ 1 ใน 3 ของทรัพยากรทั้งหมดในโรงพยาบาลตามแนวชายแดนไทย ทั้งบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และเวลา ที่ใช้ในการดูแลรักษาคนไข้ต้องจัดสรรให้กับผู้ป่วยที่เป็นคนต่างด้าว