ทองคำโลกปี 69 ราคาเหวี่ยงขึ้นตั้งแต่ 5%-30% ราคาเทขายอาจกดทองคำร่วง 5%-20% จากราคาปัจจุบัน ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลักในปีนี้

ทองคำโลก ปี 69 ราคาเหวี่ยงขึ้นตั้งแต่ 5%-30% ราคาเทขายอาจกดทองคำร่วง 5%-20% จากราคาปัจจุบัน ขึ้นกับ 3 ปัจจัยหลักในปีนี้

สภาทองคำโลก (World Gold Council) หรือดับเบิลยูจีซี เปิดเผยแนวโน้มราคาทองคำในปี 2026 ว่า ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะยังคงดำเนินไปในทิศทางเดิม อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านเศรษฐกิจมหภาคและความผันผวนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเกินคาด ในรายงานแนวโน้มปี 2569 ฉบับเต็ม World Gold Council’s 2026 Gold Outlook เปิดการวิเคาะห์ 3 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น นอกเหนือจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ มีดังนี้

1.สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคชะลอตัวเล็กน้อย (แนวโน้มบวกปานกลาง) เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง ผลกระทบต่อทองคำจะเป็นบวกในระดับปานกลางมีการปรับตัวขึ้นของราคา WGC ชี้ว่าในสภาวะเช่นนี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่าง 5% ถึง 15% จากระดับปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับขนาดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและความรุนแรงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ธนาคารกลางจะยังคงซื้อทองคำต่อไป และอาจมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาด เช่น บริษัทประกันภัยจากจีน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญจากอินเดีย การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำระหว่าง 5% ถึง 15% ถือเป็นผลตอบแทนที่น่าพอใจ และเป็นปีที่ปกติ แต่เมื่อพิจารณาถึงผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2568 แล้ว ถือว่ายังเป็นการเติบโตที่น่าจับตามอง

2.วังวนวิกฤต หรือ Doom Loop (แนวโน้มเชิงบวก) สถานการณ์ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะรับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด ซึ่งเอื้อต่อราคาทองคำมากที่สุด สะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่รุนแรงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจทวีความรุนแรง พร้อมกับความตึงเครียดด้านการค้า ซึ่งนำไปสู่การแตกแยกของสภาพแวดล้อมทางการตลาด และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน หากการเติบโตของสหรัฐอ่อนแอลง และอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย สถานการณ์ที่มืดมนและหดหู่นี้อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวลดลงอย่างมาก

ปัจจัยเหล่านี้ที่ก่อให้เกิดวังวนวิกฤตจะสร้างแรงหนุนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับทองคำ เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความปลอดภัยในสถานการณ์นี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นระหว่าง 15% ถึง 30% ภายในปี 2569

กองทุน ETF ทองคำ ซึ่งมีเงินไหลเข้าถึง 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนในปี 2025 อาจเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์หลักจากสถานการณ์นี้ ซึ่งจะช่วยชดเชยความต้องการทองคำที่อาจอ่อนแอในภาคส่วนอื่น ๆ ของตลาด เช่น ทองคำเครื่องประดับหรือเทคโนโลยี

3.การกลับมาของภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Reflation) สถานการณ์นี้ส่งผลลบต่อราคาทองคำมากที่สุด หากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งเกินความคาดหมาย ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวจะกลับมาอีกครั้ง และผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องคงอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นในปี 2026 สถานการณ์เช่นนี้จะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งให้กับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำและผลักดันให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในสหรัฐฯ

กองทุน ETF ทองคำจะเผชิญกับกระแสเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าแทน ปัจจัยทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำ ทำให้เกิดการปรับตัวลดลงระหว่าง 5% ถึง 20% จากระดับปัจจุบัน ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และแรงกดดันด้านราคาในทิศทางลบ อาจสร้างสภาวะที่ท้าทายสำหรับทองคำหากสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

สำหรับปัจจัยผันผวน ได้แก่ อุปสงค์จากธนาคารกลาง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการทองคำในปี 2025 อาจมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มสูงที่ธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่อง แต่กระบวนการซื้อมักถูกกำหนดโดยนโยบายมากกว่าสภาวะตลาดเพียงอย่างเดียว หากธนาคารกลางชะลอการซื้อ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาทองคำ

อีกหนึ่งปัจจัยผันผวนที่ควรจับตามองคือปริมาณการรีไซเคิลทองคำสำหรับเครื่องประดับและอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยการนำทองคำมาหมุนเวียนใช้ใหม่แทนการทำเหมือง ทั้งนี้ การรีไซเคิลในปี 2568 อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีการนำทองคำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดซื้อขายทองคำโลก นิวยอร์ก รายงานว่า วันที่ 12 มกราคม 2025 ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา พบว่า ราคาทองคำส่งมอบทันที หรือ Gold Spot ปิดที่ 4,609.58 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ +133.85 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ +2.2% ส่งผลราคาปิดขึ้น 3 วันรวมกัน +184.62 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ +3.4% ที่สำคัญ ทำสถิติราคาทองคำปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ หรือนิวไฮ และทำสถิตินิวไฮครั้งที่ 1 ในเดือนมกราคม และครั้งแรกของปี 2026

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles