ธนาคารกลางเมียนมาลดสัดส่วนแลกเงินส่งออกเป็นจ๊าต เหลือ 15% มีผล 1 ม.ค. 2569 หนุนสภาพคล่องภาคธุรกิจผู้ส่งออกสินค้าไปเมียนมา 

กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) แจ้งผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังเมียนมาว่า ธนาคารกลางเมียนมาได้ประกาศปรับเกณฑ์เปลี่ยนแปลงรายได้จากการส่งออก (Export Earning Ratio) โดยลดสัดส่วนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินจ๊าตในส่วนที่เป็นข้อกำหนดภาคบังคับ จากเดิม 25% เหลือ 15% ส่งผลให้สัดส่วน อัตราตลาดออนไลน์ : อัตราทางการ ปรับจาก 75 : 25 เป็น 85 : 15 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารรายได้จากการส่งออกได้คล่องตัวขึ้น ลดแรงกดดันจากการต้องแลกผ่านอัตราทางการในสัดส่วนเดิม และสนับสนุนการบริหารกระแสเงินสดของภาคธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางเมียนมา (Central Bank of Myanmar: CBM) ออกประกาศ ที่ 2/2026 ลงวันที่ 7 มกราคม 2569 ปรับลดสัดส่วนการแลกเปลี่ยนรายได้จากการส่งออกเป็นเงินจ๊าตจากเดิม 25% เหลือ 15% ส่งผลให้ผู้ส่งออกสามารถแลกเปลี่ยนรายได้ผ่านอัตราตลาดออนไลน์ (Online rate) ได้มากขึ้น และลดภาระการแลกผ่านอัตราทางการ (Official rate) โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมามีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างอัตราทางการ

และอัตราตลาดส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อเหรียญสหรัฐฯ จริงในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 4,400.00 จ๊าตต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการของ CBM อยู่ที่ 2,100.00 จ๊าตต่อเหรียญสหรัฐฯ (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568) ซึ่งการปรับลด Export Earning Ratio ของเมียนมาเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสนับสนุนการค้าชายแดนไทย – เมียนมาในด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการค้าไทย – เมียนมายังมีอีกหลายปัจจัยทั้งสถานการณ์การเลือกตั้งและการเมืองภายในประเทศเมียนมา มาตรการกำกับดูแลความมั่นคงชายแดนทั้งไทยและเมียนมา มาตรการทางเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการ Import License การห้ามนำเข้าสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะเครื่องดื่ม นมข้น สบู่ ยาสีฟัน รถยนต์ และปูนซีเมนต์ การปิดด่านชายแดนต่าง ๆ อาทิ พญาตองซู – เจดีย์สามองค์ เมียวดี – แม่สอด ล้วนส่งผลกระทบต่อการค้าไทย – เมียนมาอย่างมาก และไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบรรยากาศและการยอมรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ของเมียนมาว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งไทยอย่างไรเพื่อให้เกิดการปรับตัวได้อย่างทันท่วงที

ผู้ประกอบการไทยควรติดตามแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินธุรกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น โดย คต. คาดหวังว่าในระยะต่อไป เมียนมาจะทยอยปรับสัดส่วนไปสู่ 100 : 0 และให้อัตราตลาดออนไลน์ (Online rate) มีความใกล้เคียงกับอัตราตลาด (Market rate) มากยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการค้าไทย – เมียนมา และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ โดย คต.จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งข้อมูลให้ภาคเอกชนทราบทันทีเมื่อมีความชัดเจนเพิ่มเติม

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles