ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่า การเสนอชื่อนายเควิน วอร์ช และหากได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐ หรือสภาคองเกรส จะตอกย้ำาการคาดการณ์กรณีพื้นฐานของราคาทองคำโลกในช่วงระยะยาวว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟดยังคงเป็นอิสระจากการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำโลกให้เป็นขาลงในระยะกลาง
ในปี 2026 ครึ่งหนึ่งหรือ 50% ของความเสี่ยงที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะลดลง ซึ่งปัจจัยและสถานการณ์ความเสี่ยงดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยบวกที่มีผลต่อราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์บ่อยครั้ง
สำหรับบางอย่างของปัจจัยเสี่ยงหลัก ที่สนับสนุนราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมากมายเช่นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน เกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ราคาทองคำตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ธนาคารซิตี้ เปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะผลักดันให้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ขยายตัวหนึ่งระดับปานกลางในช่วงปีกลางปี 2026 การสิ้นสุดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการลดความตึงเครียดของอิหร่านในที่สุด นั่นหมายถึงความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปัจจุบันนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 ผ่านไป ธนาคารซิตี้ เปิดเผยว่า คาดการณ์ราคาทองคําเป็นการซื้อขายขาขึ้นก็จริง แต่จะถึงระดับเฉลี่ย 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยมองว่าในกรณีพื้นฐาน ที่มีความเป็นไปได้ถึง 50% นั้น ราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับลดลงในปี 2026 นี้ ส่วนในมุมมองกรณีภาวะกระทิงนั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สาม 10% นั้น ธนาคารซิตี้ประเมินว่า ภายในสิ้นปี 2026 ราคาทองคำตลาดโลกจะขึ้นไปสูงแตะที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และภายในปี 2027 คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ธนาคารซิตี้กรุ๊ป เปิดเผยว่าได้ปรับลดราคาคาคาดการณ์ทองคำโลกในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจากนี้ไป ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3,800 จากเดิมที่เคยมองไว้ที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปรับขึ้นอีกจากเดิม 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือลดลง -5% จากมุมมองราคาเดิม
การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาการค้าที่นําโดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำในประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ควบคู่ไปกับการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นกับบราซิล อินเดีย และไต้หวัน ในขณะที่ประธานาธิบดีจีน นายสี จิ้นผิงของจีนได้ส่งสัญญาณการเปิดกว้างต่อการหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2025 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการลดความไม่แน่นอนของตลาดลงมามาก