บสย. อนุมัติค้ำประกันสินเชื่อพุ่งหมื่นล้าน ปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านบาท 

จากสถานการณ์สินเชื่อของระบบบสถาบันการเงินไทยที่หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบหนักสุด โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าปี 2569 สินเชื่อ SMEs ยังติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งถือเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานที่สุด นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มสินเชื่อ SMEs โดยเฉพาะการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะเซกเมนต์มากขึ้น

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว บสย. ได้เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ผลงานล่าสุด (ณ 2 กุมภาพันธ์ 2569) พบว่า มียอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อแตะ 10,000 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย เฉพาะเดือนมกราคม 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 7,125 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 217% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตขึ้นตั้งแต่ต้นปี ที่สำคัญยังช่วยเติมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ต้องการลงทุน ต่อยอดธุรกิจ ตลอดจนช่วยประคับประคองกิจการในภาวะเศรษฐกิจผันผวน 

จากยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบสถาบันการเงิน 10,770 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 13,126 ราย โดยพบว่าเกือบ 50% เป็นกลุ่มรายย่อย Micro SMEs วงเงินค้ำประกันสินเชื่อไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย ซึ่งถือเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ นอกจากนี้ สามารถรักษาการจ้างงาน 82,500 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 41,300 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของมาตรการ บสย. Quick Big Win “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว” ที่ทำให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น 

“ยอดค้ำประกัน 1 หมื่นล้านที่เกิดขึ้นหลังจากการออกมาตรการ บสย. Quick Big Win ภายในระยะเวลาเพียง 48 วัน เป็นบทพิสูจน์ว่า มาตรการ บสย. Quick Big Win สามารถเพิ่มศักยภาพด้านเครดิต Credit Enhancement ไปพร้อมกับลดต้นทุนด้านเครดิต Credit Cost และเพิ่มโอกาสการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) ให้กับ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือขาดคนค้ำประกัน นอกจากนี้ บสย. ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ แก้หนี้ให้ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมผ่าน มาตรการ บสย. พร้อมช่วย และการให้ความรู้ทางการเงินผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน F.A. Center ที่ช่วยให้ SMEs สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.สิทธิกร กล่าว 

ไฮไลท์ของมาตรการ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท คือ ค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปคิดตามตามระดับความเสี่ยง (Risk-based pricing) เพื่อสะท้อนต้นทุนด้านเครดิตของ SMEs แต่ละราย นอกจากนี้ ยังถือเป็นครั้งแรกที่ บสย. นำเครื่องมือเครดิต สกอริ่ง “TCG Score” มาใช้ประเมินระดับความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน อีกหัวใจสำคัญคือ การชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านเครดิต และกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อเติมสภาพคล่องทางการเงินให้กับ SMEs และกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ในระบบเศษฐกิจ ทั้งมีส่วนในการช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบให้กลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้ง  

นอกจากนี้ บสย. ยังได้ร่วมมือ Synergy กับ “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost” กลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ที่คาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน บสย. รับเป็นผู้ดำเนินการ Operating โดยพัฒนาระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินและ SMEs อาทิ การรับคำขอจากสถาบันการเงินต่างๆ การตรวจสอบคุณสมบัติลูกค้า และการควบคุมวงเงินรวม ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยง Operating Model รูปแบบปัจจุบันของ บสย. กับรูปแบบโครงการ SMEs Credit Boost เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับกลไกค้ำประกันสินเชื่อ และเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ SMEs ในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น 

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles