ประธานสภาพัฒน์ ชี้ไทยมีโจทย์ท้าทาย เชื่อทรัมป์เก็บภาษีต่างตอบแทนไทยแน่ ลุ้น 2 เม.ย.นี้ ยังห่วงสงครามการค้าลากยาวถึงปีหน้า

ในงานสัมมนา “Prachachat Forum : NEXT MOVE Thailand 2025” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ประธานสภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “NEXT MOVE Thailand” กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนรู้กันดีว่าประเทศไทยเผชิญโจทย์ที่มีความท้าทายอยู่อย่างต่อเนื่องก่อนหน้า Trump 2.0 คือ เศรษฐกิจเติบโตช้า สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคเกษตรที่ผลผลิตต่ำ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานและพลังงาน ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพื่อวัดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รวมทั้งโจทย์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2568 หรือในอีก 7 วันข้างหน้า กรณีรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” จะประกาศเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) จากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย

โดยมาตรการภาษีที่ทรัมป์สัญญาว่าจะประกาศในวันที่ 2 เมษายน 2568 จะมีผลอย่างไรนั้น ถ้าย้อนกลับไปดูช่วงปี 1930 ตอนที่สหรัฐผ่านกฎหมาย Smoot-Hawley และขึ้นภาษีศุลกากรโดยรวม 20% ประเทศคู่ค้าหลัก ๆ ตอบโต้ แต่นโยบายการเงินช่วงนั้นยังไม่ได้ผ่อนคลายเพียงพอ (ไม่ได้ตอบสนอง) ทำให้ผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าครั้งนั้น กดดันให้มูลค่าการค้าโลกลดลงไปมากถึง 2 ใน 3 หรือลดลง 60% ถามว่าผลกระทบรอบนี้มองคงไม่ถึง 60% เพราะนโยบายการเงินและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ดีกว่าช่วงนั้นมาก โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงผลกระทบจากนี้จะเป็นสิ่งที่ไทยต้องเผชิญ ซึ่งดีไม่ดีจะมีผลกระทบทั้งปีนี้และปีหน้า ดังนั้นสิ่งที่ไทยต้องพยายาม NEXT MOVE คือการจัดการปัญหาตรงนี้ให้ได้ดีมากที่สุด

ส่วนกรอบการขึ้นภาษีของทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ว่าประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐถือว่าเป็นประเทศที่เอาเปรียบสหรัฐ และมีคำสั่งที่สองต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ว่า ให้เก็บภาษีต่างตอบแทนโดยไปให้คำนวณว่าประเทศคู่ค้าต่างๆ มีการเก็บภาษีจากสหรัฐมากกว่าเท่าไรและควรจะเก็บตอบโต้เท่าไร ตรงนี้มีความไม่แน่นอนสูง โดยสาระสำคัญคือสหรัฐได้มีการคำนวณการตอบโต้โดยใช้ข้อมูลและแบบจำลองไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าเก็บภาษีประเทศไทยเท่าที่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีสหรัฐ สหรัฐจะลดการขาดดุลการค้าเท่าไร และสหรัฐยังคำนวณได้ว่าจะลดขาดดุลการค้าเท่าไรถ้าประเทศไทยลดภาษีเท่ากับสหรัฐ

สำหรับการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็น 9% ของ GDP ประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่มองว่ามีความปั่นป่วนอยู่ไม่น้อย เห็นนโยบายของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะลงโทษประเทศพันธมิตรดั้งเดิม เช่น แคนาดา, เม็กซิโก, เดนมาร์ก และสมาชิกนาโต้ รวมทั้งยูเครน แต่คู่ปรปักษ์อย่างรัสเซียดูเหมือนจะได้รับความอะลุ่มอล่วยมากขึ้น ตรงนี้แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศในยุโรปที่ต้องลดการใช้ทรัพยากรเพื่อการขยายตัวเศรษฐกิจ มาทุ่มเททรัพยากรด้านความมั่นคงและการค้า ซึ่งต้องจับตาว่าสหรัฐจะมากดดันฝั่งเอเชียและจีนด้วยหรือไม่ และประเทศไทยจะรับมือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles