สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยบทความพิเศษจากผู้นำความคิดด้านเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย เพื่อสำรวจสถานการณ์เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตคนไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หรือระหว่าง 2566-2568 และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับภาคธุรกิจไทยมาถึงการปรับตัวท่ามกลางมรสุมรอบด้าน
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นช่วงเวลายากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยมีความท้าทายทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานและเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจน ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ปัจจัยภายนอกมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง อาทิ ทิศทางนโยบายการเงินโลก สงครามการค้า การทะลักของสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศไทย ความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนอยู่ในอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ และยังไม่มีวี่แววจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิดได้
การกระจุกตัวและการแข่งขันยังคงเป็นแกนหลักของปัญหาในภาคธุรกิจไทย ภาคส่วนที่เปราะบางที่สุดอย่าง SMEs ยังคงเผชิญปัญหาเดิม ๆ อย่างต่อเนื่อง โดย GDP ของภาค SMEs ที่เคยเติบโตได้เฉลี่ยถึง 5.6% ในช่วงปี 2555–2562 ลดลงเหลือเพียง 3.1% ในปี 2567 ซึ่งเป็นการชะลอลงที่รุนแรงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่และมีแนวโน้มจะชะลอลงอีกในอนาคต และในบางมิติ เช่น ด้านสินเชื่อ สถานการณ์สำหรับ SMEs ยิ่งด้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสินเชื่อสำหรับ SMEs เริ่มหดตัวตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย หรือ NPL เร่งตัวจากประมาณ 7.8% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 เป็น 9.1% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568
แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายในช่วงที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น โครงการ SMEs Credit Boost หรือ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่” ที่กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อธุรกิจโดยเฉพาะสินเชื่อ SME ซึ่งถูกออกแบบให้สอดรับกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศตามโครงการ Reinvent Thailand ที่มุ่งพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ และการเร่งเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของผู้ประกอบการ
แต่ความท้าทายในระยะข้างหน้า เช่น โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงมากขึ้น หรือการปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีจากหน้ามือเป็นหลังมือดังเช่นที่เกิดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้เห็นได้ชัดว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่และทันเวลา การแก้ปัญหาในมิติการเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนหรือเร่งให้เกิดการปรับตัวดังกล่าวได้
ในท้ายที่สุด นโยบายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ต้องมุ่งไปที่การเพิ่มศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้จริงผ่าน (1) การเพิ่มรายได้ ที่อาจจะมาจากการขายสินค้าและบริการที่ผลิตอยู่ให้มากขึ้น การเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น หรือหาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไป และ (2) การลดต้นทุน
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยต่อไปว่า 3 ข้อเสนอเร่งด่วนช่วยภาคธุรกิจปรับตัวฝ่ามรสุม มี 3 ระดับความด่วน ดังนี้
1.ด่วนที่สุด: ลดกฎระเบียบ ทำให้ SMEs เข้าสู่ระบบง่ายขึ้น มุ่งผลักดันการแข่งขันที่เป็นธรรม (level playing field) ระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและรายใหญ่ และเพื่อให้ SMEs ปรับตัวได้และไม่เสียเปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง รวมถึงนำ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่าง SMEs ด้วยกันเอง ผ่านการลดภาระขั้นตอนและต้นทุนของ SMEs เช่น การลดงานเอกสาร การใช้ผู้ให้บริการเอกชนช่วยด้านระบบบัญชี-ภาษี และการส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น
2.ด่วนมาก: มาตรการภาษีตรงเป้าที่เน้นให้เกิดการปรับตัว หรือภาษีเชิงรุก เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัลและการทำ digital transformation รวมถึงแรงจูงใจที่ออกแบบเฉพาะกลุ่มเพื่อกระตุ้นการลงทุนของ SMEs และ startup เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุน พัฒนาเทคโนโลยี และขยายกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ด่วน: ลงทุนในนวัตกรรม ทักษะ และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ เพื่อผลักดัน SMEs ไทยให้แข่งขันได้ในเศรษฐกิจใหม่ เช่น เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจใช้ AI และระบบอัตโนมัติได้จริง การขยายแหล่งทุนสำหรับสตาร์ทอัพและ SMEs ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการสร้างหลักสูตรอบรมทักษะดิจิทัลและทักษะผู้ประกอบการเพื่อยกระดับแรงงาน ตลอดจนการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการแข่งขัน การลงทุน และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ SMEs ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง และลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ในไทย