นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางทางคำปีนี้ยังเป็นขาขึ้น แต่มองว่าจะปรับขึ้นได้ไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานราคาขึ้นมาอยู่ระดับสูง โดยวายแอลจียังคงให้เป้าหมายของปี 2569 ไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ภายใต้สมมุติฐานที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ลุกลามบานปลายจนน่ากังวลไปถึงระดับนานาชาติ ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างประเทศ เช่น JPMorgan และ Goldman Sachs ต่างมองเป้าหมายปีนี้ที่ 5,000 และ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
ทั้งนี้ หากราคาทองคำมีการย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับแถว 4,482 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ให้ถือเป็นโอกาสสะสมเพิ่ม เพราะเทรนด์ใหญ่ยังเป็นขาขึ้นชัดเจน แต่หากนักลงทุนที่ต้องการถือยาวอาจจะต้องมีเงินเย็นในระยะ 3 ปี โดยนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในช่วงนี้ควรลงทุนทองคำในสัดส่วนไม่เกิน 10-15% ของพอร์ตลงทุนรวม เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และป้องกันความผันผวนของพอร์ต แต่ไม่ควรให้สัดส่วนสูงเกินกว่านี้
ในปี 2569 เปิดมาเพียงไม่นานทองคำยังคงเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ล่าสุด (วันที่ 13 ม.ค. 2569) ราคาทองคำขึ้นไปทะลุ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งนอกจากปัจจัยหลักเดิมแล้ว แต่ปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับโซนละตินที่ระอุต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี และการเข้าซื้อของธนาคารกลางเพื่อความมั่นคงและปูทางสู่ Dedollarization อย่างไรก็ดี นอกจากปัจจัยดังกล่าวยังมีปัจจัยใหม่สำคัญที่สถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ความเป็นอิสระของเฟดกำลังถูกกัดกร่อน (Erosion of Fed Independence) รายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบทางอาญา (Ccriminal Probe) ที่เกี่ยวข้องกับนาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด ในมิติของแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังแทรกซึมเข้าสู่สถาบันธนาคารกลาง สะท้อนความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐกำลังเผชิญแรงกัดกร่อนอย่างมีนัยสำคัญ
รวมทั้งสงครามและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) เหตุการณ์อยู่ในขั้นตึงเครียดหนัก มีการประท้วงใหญ่ในอิหร่านที่ยืดเยื้อมาเข้าสัปดาห์ที่ 3 รวมถึงมีข่าวลือเรื่องการเคลื่อนไหวทางทหารที่ชายแดนอิหร่าน บวกกับท่าทีของสหรัฐต่อเวเนซุเอลาที่รุนแรงขึ้น ทำให้คนกลัวว่าจะเกิดสงครามใหญ่ ทองคำในฐานะ Safe Haven จึงถูกกว้านซื้อมากกว่าปกติ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่น่ากังวลตัวเลขจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก (เพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง) ทำให้ตลาดมั่นใจว่าเฟดต้องลดดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน ส่งผลให้ราคาทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นแนวต้านสำคัญที่หากผ่านแนวต้านนี้ไปได้ เกิดแรงซื้อตาม (Technical Buying)