นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) แสดงวิสัยทัศน์ต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในเวที CEO VISION งานสัมมนาเศรษฐกิจทิศทางโลกทิศทางไทย จัดโดยครอบครัวข่าว 3 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยอมรับว่าเป็นปีที่แย่ ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องเผชิญกับสภาวะความไม่แน่นอนขั้นสูงสุด โดยเฉพาะปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการลงทุนทั่วโลก พร้อมเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่ากังวลว่า ท่ามกลางวิกฤต “โลกเดือด” และนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของผู้นำประเทศเบอร์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก และ กำลังบีบคั้นสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในทุกระดับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นายวิกรม ยังมองปัญหาของเศรษฐกิจไทย ว่า ปัจจุบันไทยกำลังตกอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ หรือจีดีพีที่เติบโตเพียงร้อยละ 1.5 รั้งท้ายภูมิภาคอาเซียน เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ขยายตัวได้เร็วกว่าไทยถึง 3 เท่า โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ “ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย” รัฐบาลที่ผ่านมาขาดทิศทางที่ชัดเจน เป็นลักษณะของการ “กินบุญเก่า” (Eating old merit) หรืออาศัยโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่วางไว้ในอดีต โดยไม่มีเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้ามาขับเคลื่อน แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ความไม่ชัดเจนว่าหน้าตารัฐบาลจะเป็นอย่างไร ทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเล ขณะที่ระบบราชการยังคงติดยึดอยู่กับบทบาท “ผู้ควบคุม” มากกว่าการเป็น “ผู้สนับสนุน” การลงทุน
นายวิกรม ได้เสนอทางลัดเชิงยุทธศาสตร์ คือการ “เลิกอายที่จะก๊อปปี้” โมเดลความสำเร็จของประเทศอื่น ๆ แล้วนำมาปรับใช้ โดยชูโมเดลจาก 3 ประเทศหลัก คือ โมเดลจีน ในการใช้ระบบร่วมทุน หรือ Joint Venture เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูง จนกลายเป็นผู้นำด้าน EV / โมเดลสิงคโปร์ ที่สร้างความเชื่อมั่นผ่านกฎหมายที่โปร่งใสและระบบความปลอดภัย จนดึงเงินทุนโลกได้มหาศาล / โมเดลดูไบ ที่กล้าปฏิรูปกฎหมายอสังหาริมทรัพย์และวีซ่าระยะยาวเพื่อดึงดูดกลุ่มทุนคุณภาพระดับโลก
พร้อมระบุว่ารัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้เทียบเท่าหรือดีกว่าคู่แข่ง โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมอนาคตอย่าง Data Center และเทคโนโลยีสะอาด พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อบวกต้นทุนดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องถอยหลัง และก้าวผ่านวิกฤตไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง