นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีการอภิปรายเรื่องของภาษีการรับให้ของนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าในข้อเท็จจริงเป็นการทำธุรกรรมโดยออกตั๋ว P/N จะเปรียบเสมือนสัญญาเงินกู้ระหว่าง 2 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้) และผู้รับเงิน (เจ้าหนี้) ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่า สามารถออกได้ 2 แบบคือ ออกแบบกำหนดระยะเวลาที่จะชำระเงินชัดเจน หรือออกแบบไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการชำระเงิน ซึ่งการออกแบบที่ไม่ได้ระบุเวลาในการชำระเงินนั้นจะต้องจ่ายเงินทันทีเมื่อถูกเรียกหรือถูกทวงถาม
ส่วนเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนั้นประมวลกฎหมายแพ่งฯ ระบุว่า จะกำหนดหรือไม่กำหนดก็ได้ หากมีการกำหนด จะต้องระบุไว้ที่หน้าตั๋ว P/N อย่างชัดเจน
กรณีการซื้อขายหุ้นนอกตลาดฯ ผู้ขายมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้เกณฑ์เงินสด ถ้าผู้ซื้อได้มีการออกตั๋ว P/N เพื่อเป็นสัญญาว่าจะชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน การเสียภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระตั๋ว P/N ด้วยเงินสด ซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่า ในปีหน้า (2569) จะมีการชำระเงินกัน ผู้ขายหุ้นก็จะต้องชำระภาษี โดยถือเป็นเงินได้ของปี 2569 ซึ่งจะต้องยื่นแบบฯ ในปี 2570 ในประเภทเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (Capital Gains) ผู้ขายหุ้นให้แก่นายกฯ มีเงินได้ประเภทนี้ ก็ยื่นแบบฯ และชำระภาษีตามขั้นตอนปกติ
“ธุรกรรมลักษณะนี้มีภาระภาษี โดยขึ้นอยู่กับว่าต้องชำระภาษีเมื่อไร การออกตั๋ว P/N เมื่อมีการจ่ายเงิน ก็ต้องมีการชำระภาษี” นายปิ่นสายกล่าว
นางสาวภิญญู กำเนิดหล่ม ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมสรรพากร เปิดเผยถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการสร้างหนี้ปลอมเลี่ยงภาษีโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจจะมีผลทางจิตวิทยาและทำให้ผู้ประกอบการ หรือประชาชนชะลอการยื่นภาษี โดยอาจใช้ช่องทาง หรือวิธีการอื่นเพื่อเลี่ยงภาษี หรือบริหารภาษี ว่า กรมสรรพากรไม่กังวลในประเด็นดังกล่าว โดยยังมองว่าทุกคนยังคงให้ความสำคัญกับการยื่นแบบภาษี โดยเฉพาะการยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ที่สูงถึง 90% ของการยื่นแบบทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นการขอคืนภาษี 30% จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ยังไม่ขอตอบในเรื่องของประเด็นอื่น ๆ