สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำจากความคิดเห็นของประธานกลุ่มอุตสาหกรรม 48 กลุ่ม และประธานสภาอุตสาหกรรมภาค 5 ภูมิภาค เก็บข้อมูลช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2568 เพื่อประเมินทิศทางอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 เทียบกับปีก่อนหน้า โดยพบว่า มี 23 กลุ่มคาดว่าแนวโน้ม “ทรงตัว” 15 กลุ่มคาดว่าจะ “ขยายตัวดีขึ้น” ขณะที่อีก 10 กลุ่มมีแนวโน้ม “หดตัว” เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในเชิงพื้นที่ อุตสาหกรรมภาคเหนือเป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่คาดว่าจะทรงตัว ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ มีแนวโน้มหดตัว สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจปีหน้าที่ยังผันผวนสูง ทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ได้แก่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสัดส่วน Local Content การนำ AI และ Robotics มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในโรงงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางตลาดคู่ค้าที่ฟื้นตัว ความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรี (FTA) การย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ไทย การยอมรับแบรนด์สินค้าไทยในตลาดโลก และกระแสสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อมที่เติบโต ซึ่งต้องอาศัยนโยบายรัฐหนุนอย่างจริงจัง
ขณะที่ปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศยังคงกดดันหนัก ตั้งแต่หนี้ภาคธุรกิจระดับสูง ความเข้มงวดสินเชื่อ ต้นทุนการผลิตที่ทรงตัวสูง สินค้านำเข้าราคาถูกทุ่มตลาด การเชื่อมโยงซัพพลายเชนกับ FDI ที่ยังจำกัด ความเสี่ยงความล่าช้างบประมาณปี 2570 ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนขีดแข่งขันระยะยาว
ด้านต่างประเทศ ผู้ประกอบการยังเผชิญแรงเสียดทานจากมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงในตลาดคู่ค้า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ชายแดน ค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวนสูงกระทบรายได้ส่งออก รวมถึงการบังคับใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันราคาทองคำที่ปรับตัวสูงสะท้อนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ผลสำรวจชี้ชัดว่าอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน แนวโน้มส่วนใหญ่ทรงตัวจากฐานต่ำในปีก่อน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดโตประมาณ 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปีก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก สาเหตุหลักมาจากการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
SMEs ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระการเงินสูง การเข้าถึงแหล่งทุนจำกัด ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง โลจิสติกส์ และต้นทุนการเงินกดดันกำไร ขณะที่อำนาจต่อรองต่ำ ทำให้รายได้ปี 2569 ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ซ้ำเติมด้วยกำลังซื้อในประเทศที่ยังชะลอจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงทั้งด้านราคาและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งประยุกต์ใช้ดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนานวัตกรรมเพิ่มมูลค่า ยกระดับมาตรฐานสินค้า เร่ง Upskill–Reskill–New Skill แรงงาน ปรับโมเดลธุรกิจเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมายและซัพพลายเชนโลก สร้างพันธมิตรทางธุรกิจให้ไทยยืนในห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างยั่งยืน
ควบคู่เดินหน้า ESG, BCG Model การใช้วัสดุหมุนเวียน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และกลไก EPR มุ่งสู่ Net Zero พร้อมเรียกร้องภาครัฐออกมาตรการเชิงรุก ทั้งการแก้ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด คุมการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด บริหารค่าเงินบาท ลดต้นทุนทางการเงิน เร่ง FTA และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประคองเศรษฐกิจและวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย