ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2025 (ตามเวลาในสหรัฐ) ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 40,454 จุด -1,679 จุด หรือ -3.98% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ระดับ 5,396 จุด -274 จุด หรือ -4.84% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่ 16,550 จุด -1,050 จุด หรือ -5.97% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ และดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ทำสถิติดำดิ่งเหวใน 1 วันเลวร้ายสุดในรอบ 4 ปี 9 เดือน หรือตั้งแต่มิถุนายนปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ยังทำสถิติปิดต่ำสุดตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ชะนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 หรือในรอบ เกือบ 5 เดือน ส่วนดัชนีหุ้นนาสแดค ทำสถิติดำดิ่งเหวใน 1 วันเลวร้ายสุดในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่มีนาคมปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี 400 บริษัท หรือ 80% จากทั้งหมด 500 บริษัทในดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ที่ปิดตลาดด้วยราคาลดลง ส่งผลให้มูลค่าตลาดของดัชนีหุ้นดังกล่าวเสียหายถึงเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 69 ล้านล้านบาทภายในวันเดียว นอกจากนี้ ยังสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปีนี้ เนื่องจากในคืนผ่านมา มูลค่าตลาดเสียหายถึง 1.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 66.24 ล้านล้านบาท เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดดัชนีหุ้นดังกล่าวที่เสียหายไปแล้วถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 60.38 ล้านล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2025 นี้
ที่สำคัญยังทำให้ดัชนีหุ้นดังกล่าวดำดิ่งแรงถึง -12% จากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ทำให้เข้าสู่ภาวะปรับฐานเป็นทางการ หรือ Correction อีกด้วย เนื่องจากดำดิ่งหนักเกินกว่า -10% จากสถิติปิดนิวไฮ นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นรัสเซลล์ 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีของสหรัฐอเมริกา ปิดดำดิ่งรุนแรงมากถึง -6.5% ทำสถิติปิดดำดิ่งลงเหวใน 1 วันที่เลวร้ายสุดในรอบ 4 ปี 9 เดือน หรือตั้งแต่ 11 มิถุนายนปี 2020 หรือตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ที่สำคัญ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดังกล่าวปิดดำดิ่งเลวร้ายถึงกว่า -21% เข้าสู่ภาวะตลาดหมีสมบูรณ์แบบ หรือภาวะ Bear Market เนื่องจากดัชนีหุ้นรัสเซลล์ 2000 ปิดดำดิ่งเกินกว่า -20% จากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2024
สาเหตุจากประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs กับ 185 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ 10% ถึง 50% มีผลในวันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอัตราเก็บภาษีดังกล่าวสูงเกินคาดหมายมากกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลก นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์จะใช้อัตราภาษีดังกล่าวเพียง 10% หรือเลวร้ายสุดที่ 20% เป็นเพดานสูงสุดในการจัดเก็บ แต่ผลกลับออกมาช็อคเกินคาดการณ์มาก เช่น จีนถูกเก็บภาษีรวมสุทธิถึง 54% จากเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 ถูกจัดเก็บภาษีสูงขึ้น 20% และภาษีต่างตอบแทนอีก 34% เป็นต้น
ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทข้ามชาติ บริษัทนำเข้า-ส่งออก บริษัทเทคโนโลยี บริษัทรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สถาบันการเงิน บริษัทค้าปลีกแบรนด์เนมหรูหรา ถูกถล่มเทขายอย่างรุนแรงตลอดทั้งคืนผ่านมา หุ้นไนกี้ และแอปเปิล ปิดดำดื่งหนักถึง -14% และ -9% ตามลำดับ หุ้นแก๊พ(Gap) ค้าปลีกเสื้อผ้าแบรนด์ดังทรุดลงเหวมากถึง -20% หุ้นเอ็นวิเดีย และเทสลา ปิดดำดิ่งแรงถึง -8% และ -5% ตามลำดับ หุ้นแอลวีเอ็มเอช เจ้าของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ทิฟฟานี่ แอนด์ โค ดำดิ่งแรงถึง -5.9%
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า ยอมรับถึงภาวะเทขายหุ้นอย่างรุนแรง การบังคับใช้มาตรการภาษีเปรียบเสมือนการผ่าตัด เหมือนกับผู้ป่วยที่กำลังได้รับการผ่าตัด ตลาดกำลังจะเฟื่องฟู หุ้นกำลังจะเฟื่องฟู ประเทศสหรัฐกำลังจะสดใส และประเทศที่เหลือในโลกต้องการที่จะเห็นว่ามีอะไรบ้างมั้ยที่ประเทศเหล่านั้นสามารถคุยเจรจาเพื่อตกลงกับสหรัฐ
ในสัปดาห์ผ่านไป ดัชนีหุ้นสำคัญทั้ง 3 แห่ง ปิด -0.96%, -1.53% และ -2.59% ตามลำดับ ส่งผลดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ร่วงติดกัน 5 สัปดาห์ ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ร่วงติดกัน 3 สัปดาห์ และ ดัชนีหุ้นนาสแดคร่วงติดกัน 5 สัปดาห์
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคมผ่านมา ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปิดดำดิ่งถึง -10.1% จากสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ผ่านมา ส่งผลเกิดภาวะดัชนีหุ้นปรับฐาน หรือ Correction สมบูรณ์แบบ สอดรับกับดัชนีหุ้นนาสแดคปิดดิ่งลงอีกเกินกว่า -10% ในโซนดัชนีหุ้นปรับฐาน หรือ Correction ต่อไป