แบงก์ ออฟ อเมริกา คาดโลหะเงินทะยานเหนือ 135 ดอลลาร์ ส่งท้ายสัปดาห์นี้พุ่งปิดเหนือ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกของโลก ปิดจบ 101 ดอลลาร์สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ตลาดโลหะเงินร้อนแรงถึง 40% ใน 3 สัปดาห์แรกของปี 69 ดอลลาร์ร่วง โลหะเงินขาดแคลนต่อเนื่อง

แบงก์ ออฟ อเมริกา คาด โลหะเงิน ทะยานเหนือ 135 ดอลลาร์ ส่งท้ายสัปดาห์นี้พุ่งปิดเหนือ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกของโลก ปิดจบ 101 ดอลลาร์สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ตลาดโลหะเงินร้อนแรงถึง 40% ใน 3 สัปดาห์แรกของปี 69 ดอลลาร์ร่วง โลหะเงินขาดแคลนต่อเนื่อง

นายไมเคิล วิดเมอร์ หัวหน้าสายงานวิจัย โลหะมีค่าธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา ซึ่งเป็นตระธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศสหรัฐสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สัดส่วนการลงทุนระหว่างทองคำเทียบกับโลหะมีค่าหรือซิลเวอร์ (Silver) ในปัจจุบันอยู่ที่ 59 จุด นั่นหมายถึง ราคาโลหะเงินยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าราคาทองคำตลาดโลก โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติของราคาโลหะเงินย้อนหลังกลับไป ในปี 2011 หรือเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาโลหะเงินต่ำสุดในปีดังกล่าวที่ 32 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ดังนั้นเมื่อนำมาคิดคำนวณตามสัดส่วนดังกล่าวข้างต้นจึงคาดการณ์ราคา โลหะกันมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

เช่นเดียวกัน หากใช้ข้อมูลสถิติย้อนหลังของราคาโลหะเงินกลับไปในปี 1980 หรือเมื่อ 46 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนั้นโลหะเงินปีราคาต่ำสุดที่ระดับ 14 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ดังนั้นเมื่อนำมาคิดคำนวณตามสัดส่วนดังกล่าวข้างต้นจึงคาดการณ์ราคา โลหะกันมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปแตะที่ระดับ 309 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2026 ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภันฑ์ โดยเฉพาะในตลาดโลหะมีค่า นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 23 มกราคม 2025 ตามเวลาในนิวยอร์ก พบว่า ราคาโลหะเงิน หรือ Silver ปิดที่ระดับ 101.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ปิดขึ้น +5.1% ส่งผลทำสถิติเป็นครั้งแรก และวันแรกที่ราคาโลหะเงินแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และยังทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกด้วย

ที่สำคัญนับตั้งแต่ต้นปี 2026 นี้ ราคาโลหะเงินพุ่งทะยานขึ้นถึง 40% ทำให้นับตั้งแต่ปี 2025 มาถึงในคืนที่ผ่านมา ราคาโลหะเงินพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วถึง 187% ในปี 2025 ผ่านไป ราคาโลหะเงินที่พุ่งทะยานขึ้นสูงถึง 147% ยังทำสถิติราคาโลหะรายปีที่พุ่งทะยานมากที่สุดในรอบ 42 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ราคาโลหะเงินที่มีส่วนต่างราคาพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่สัดส่วนการใช้โลหะเงินซื้อทองคำลดต่ำลงมามาก พบว่า จากที่เคยใช้โลหะเงินถึง 105 ออนซ์เพื่อซื้อทองคำ 1 ออนซ์ แต่ในปัจจุบันกลับใช้เพียง 50 ออนซ์เพื่อซื้อทองคำ 1 ออนซ์

สาเหตุจาก สถาบันการเงินจำนวนมากคาดการณ์ว่าปริมาณโลหะเงินยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนต่อเนื่อง ในขณะที่นักลงทุนให้น้ำหนักกับโลหะเงินเปรียบเสมือนกับสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเทียบชั้นได้กับทองคำ ท่ามกลางปัจจัยลบ และความไม่แน่นอนส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาโลหะเงินนับตั้งแต่เมื่อปี 2025 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ สงครามความขัดแย้งด้านการค้าของประเทศฉันนำขนาดยักษ์ใหญ่ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนโลหะเงินจนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าหลายอย่างที่มีความจำเป็นต้องใช้โลหะเงินเป็นวัตถุดิบในการผลิต ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ แผงโซล่าเซลล์ และอัญมณี

ด้านธนาคารเอชเอสบีซี HSBC ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เปิดเผยแนวแนวโน้มและมุมมองเกี่ยวกับโลหะเงิน ว่า ภาวะโลหะเงินตึงตัวและถึงขั้นขาดแคลนในปี 2026 จะขยายเป็น 1.2 ล้านออนซ์ในปีนี้

ย้อนกลับไปในปี 2025 ผ่านมา วันที่ 29 ธันวาคม 2025 ตามเวลาในนิวยอร์ก พบว่า ราคาโลหะเงินปิดที่ระดับ 70.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ร่วงหนักถึง -9.88% ส่งผลทำสถิติเป็นวันที่ราคาปิดต่ำสุดที่เลวร้ายในรอบ 4 ปี 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 เป็นต้นมา ในขณะที่ราคาร่วงลงลึกสุดระหว่างวันในคืนนั้นถึง -15% ส่งผลทำสถิติราคาดำดิ่งระหว่างวันมากที่สุดในรอบ 5 ปี 4 เดือน หรือนับตั้งแต่กันยายนปี 2020 เป็นต้นมา ซึ่งในวันดังกล่าวราคาโลหะซิลเวอร์มีราคาดำดิ่งลึกสุดระหว่างวันลงถึง -16.5%

นอกจากนี้ทำให้นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่กว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์จนกระทั่งมาถึงคืนผ่านมา 29 ธันวาคม 2025 ราคาโลหะเงินพุ่งทะยานสูงถึง 147% ซึ่งลดลงจากระดับ 185% ในตลาดเอเชียวานนี้

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles