สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ยอดเงินสินเชื่อให้กู้ยืมคงค้างในภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 4 ของปี 2024 พบว่าลดลง 0.04% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้านั้นที่มีการขยายตัว 0.21% ที่สำคัญ ยอดปล่อยสินเชื่อดังกล่าวกลายเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 21 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา สาเหตุจากการลดลงของเงินให้กู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือของรัฐบาลชะลอการให้กู้ยืมเงิน
ด้านเงินให้กู้ยืมแก่ภาคเอกชนไตรมาส 4 ปี 2567 ในระบบธนาคารพาณิชย์ ปรากฏว่าลดลง 1.67% ต่อเนื่องจากในไตรมาสก่อนหน้านั้น ซึ่งลดลง 1.42% ที่น่าสนใจ คือ เป็นการลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 โดยเงินให้กู้ยืมในภาคธุรกิจลดลง 0.55% ต่อเนื่องจากการลดลง 0.77% ในไตรมาสก่อนหน้านั้น สาเหตุจากธนาคารชะลอการให้เงินกู้ยืมกับธุรกิจขนาด SMEs ซึ่งลดลง 3.04% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 3.28% เมื่อพิจารณากลุ่มประเภทธุรกิจ พบว่าธนาคารชะลอเงินให้กู้ยืมในธุรกิจการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ สาขาการผลิต และสาขากิจกรรมอสังหาริมทรัพย์
ในทางตรงกันข้าม สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กลับเติบโตในไตรมาสที่ 4 ปีผ่านมาที่ 1.58% เปรียบเทียบกับในไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 1.63% โดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่ธนาคารปล่อยเงินกู้ยืมอยู่ในสาขาการเงินและการประกันภัย สาขาการผลิต และสาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ทั้งนี้ สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับหลักทรัพย์ค้ำประกันต่อเนื่องตามคุณภาพสินเชื่อโดยรวมที่ยังด้อยลง โดยเฉพาะในสาขาข้างต้น
สำหรับเงินให้กู้ยืมภาคครัวเรือนนั้น ปรากฏว่าในไตรมาสที่ 4 ปีผ่านไป ลดลง 2.84% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 2.11% สะท้อนจากการลดลงของสินเชื่อเพื่อการซื้อ หรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อที่ลดลง ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อภาคครัวเรือนในทุกประเภท โดยปรับเพิ่มมูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกัน (margin) สำหรับลูกค้ากลุ่มเสี่ยง และปรับเกณฑ์รายได้ให้เข้มงวดมากขึ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยเฉลี่ยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 มีรายได้เพิ่มขึ้น 6.66% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 9.32% และมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 5.54% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 9.87% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (NIM) อยู่ที่ 3.24% เทียบไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.32% และ 3.20% ในช่วงเดียวกันของปี 2566