ในงานสัมมนา “Year Ahead 2026” ด้วยการอภิปรายเชิงลึกด้านนโยบายระดับประเทศ ในหัวข้อทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2026: ฝ่าวงจรการเติบโตที่ชะงักงัน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ได้นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยระบุว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง
“เราคาดว่าประเทศไทยจะยังคงติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ (Low-growth trap) ไปจนถึงปี 2026 โดยคาดการณ์ว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘ภัยคุกคามสามด้าน’ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ จะขึ้นอยู่กับทิศทางหลังการเลือกตั้ง หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถปรับเปลี่ยนจากการเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เราอาจได้เห็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากการติดหล่มได้”
มุมมองเศรษฐกิจโลก: ความแกร่งของสหรัฐฯ และความต่างในระดับภูมิภาค
Andrew Tilton จาก Goldman Sachs Global Investment Research นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจโลกในเชิงบวก โดยมองว่าการเติบโตของโลกมีแนวโน้มทนทานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งจากหลายปัจจัยหนุน อาทิ แรงกดดันเรื่องภาษีศุลกากรที่ลดลง มาตรการสนับสนุนทางภาษี สภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาดการณ์ ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงโดยไม่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง จะเป็นการเปิดทางให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและสร้างสภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน โดยจีนแม้ภาคการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในขณะที่ญี่ปุ่นแตกต่างจากกระแสโลกในภาพรวม เนื่องจากมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงมีอยู่ ในภูมิภาคเอเชียส่วนอื่นๆ การเติบโตยังถือว่าดีกว่าที่คาด แม้ว่าภาคการส่งออกในบางประเทศอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น