นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างการเปิดงานในเวทีเสวนา Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้สู้กันด้วยนวัตกรรม แต่สู้กับอาชญากรไซเบอร์และทุนเทา
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียว ประเทศไทยเสียหายไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากคดีหลอกลวงออนไลน์กว่า 3.23 แสนคดี ซึ่งในมุมมองเอกชนมองว่าน่าจะมีมากกว่านี้หลายเท่า ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก และการเยียวยาให้กับผู้เสียหายนั้นทำได้เพียง 1% ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของคนถูกหลอก แต่มันคือการที่ “ทุนเทา” เข้ามาฟอกเงินผ่าน “นอมินี” เพื่อทำธุรกิจในไทย ใช้ไทยเป็นฐานของการฟอกเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาต้องล้มตาย และสู้ต้นทุนและอิทธิพลที่ผิดกฎหมายไม่ได้ และยังสร้างปัญหาความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ว่าประเทศไทยมีแหล่งฟอกเงินและทุนเทาในประเทศ หากเราไม่หยุดปัญหาทุนเทา และนอมินีตอนนี้ เครือข่ายเหล่านี้จะเข้า “ยึดรัฐ” ผ่านการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักการเมือง จนโครงสร้างประเทศเราพังทลาย ถ้าเข้ามายึดรัฐได้
การจัดงานเสวนาครั้งนี้ คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน จึงตั้งใจใช้เวทีแห่งนี้เป็นกระบอกเสียงส่งต่อไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะนี่คือโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการปราบปรามเป็นรายคดี แต่ต้องเป็นการ ‘ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง’ และเอาจริงเอาจังทางกฎหมายหยุดปัญหานี้ให้ได้ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว และความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ โดยหวังว่าวิสัยทัศน์และข้อเสนอที่จะเกิดขึ้นจากการเสวนาครั้งนี้ จะถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวงจรทุนสีเทา และกลับมาเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนที่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง
โดยการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง กกร. ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย และภาคีเครือข่ายกว่า 20 หน่วยงาน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการขจัดคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “Reinvent Thailand” เรามุ่งหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ ยึดถือความสุจริตเป็นที่ตั้งและสร้างบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ โดยเริ่มจากการขจัดวัฒนธรรมการให้ของขวัญหรือผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริต และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและแข่งขันได้ในระดับสากล
เครือข่าย “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” ขอส่งสารถึงทุกพรรคการเมืองว่า นโยบายปราบโกงต้องดำเนินการได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความกล้าหาญในการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นบุคคลภายในพรรคตนเอง หรือหน่วยราชการ พร้อมทั้ง ต้องเร่งปฏิรูปหน่วยงานที่มีปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยุติวงจรการเรียกรับผลประโยชน์และการซื้อขายตำแหน่งอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เราขอประกาศ “สัญญาประชาคม” ว่าจะส่งเสริมการเลือกตั้งที่สุจริต โดยไม่สนับสนุนบุคคลที่มีประวัติทุจริตหรือพรรคการเมืองที่มีพฤติการณ์ซื้อสิทธิขายเสียง หรือมีทุนเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง และพร้อมจะทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนทันทีหากพบความไม่โปร่งใส เพื่อสร้างรัฐบาลที่ยึดมั่นในธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงโดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ
นอกจากนี้ ผลกระทบของปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาและนอมินี ต่อภาคเอกชนไทย ปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทาในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางอาชญากรรมเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ที่บิดเบือนกลไกตลาดและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยอย่างรุนแรงใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1.การบิดเบือนกลไกตลาดและทำลาย SME ไทย (Market Distortion)
2.ภัยนอมินีคือการ “ขายชาติ” เชิงเศรษฐกิจ (The Nominee Threat)
3.วิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Trust Erosion)
ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ ในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี คณะทำงาน Zero Corruption: กกร.และเพื่อนไม่ทน มี Action Plan ที่เข้มข้นและพร้อมเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้ดำเนินการทันทีภายใน 6 เดือนแรก: การสังคายนากฎหมาย (Regulatory Guillotine): เร่งทบทวนการตีความคำว่า “คนต่างด้าว” โดยต้องพิจารณาถึง “อำนาจการควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO)” ไม่ใช่เพียงสัดส่วนการถือหุ้น 51% เพื่อปิดช่องว่างนอมินี ปฏิรูปหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหยุดวงจรการซื้อขายตำแหน่งและส่วยแรงงานต่างด้าวหรือบ่อนการพนัน
อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการเชิงรุก 6 ประการ: 1.ปลูกฝังและรณรงค์: เอกชนต้อง “ฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และร่วมส่งข้อมูลทุนเทาจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ 2.นโยบายองค์กร: ผลักดันสมาชิกเข้าแนวร่วม CAC เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันคอร์รัปชันในภาคเอกชน 3.ความชัดเจนของใบอนุญาต: ประกาศ “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อกดดันให้กระบวนการอนุมัติของรัฐโปร่งใส 4.เปิดเผยข้อมูล (Open Data): บังคับให้ภาครัฐเปิดข้อมูล 25 ชุดตามมาตรฐานสากลเพื่อการตรวจสอบ 5.ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ: นำฐานข้อมูล ACT Ai มามอนิเตอร์โครงการภาครัฐอย่างใกล้ชิด 6.ระบบร้องเรียน “ฟ้องโกงทันใจ”: สร้างช่องทางคุ้มครองผู้ให้เบาะแส (Whistleblower) เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP)
ประเทศไทยไม่ใหญ่เกินกว่าจะจัดการปัญหานี้ หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเหมือนในอารยะประเทศ หากปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ ‘ยึดรัฐ’ ได้ ชาติล่มจมแน่นอน กกร. และเพื่อนจะไม่ทนอีกต่อไป และเราขอท้าทายให้รัฐบาลใหม่ร่วมพิสูจน์ความจริงใจในการลงมือทำไปพร้อมกับเรา ไม่อยากให้มองเป็นเรื่องของเอกชน ผู้ประกอบการ แต่ออกหน้าในภาพรวมเพื่อประเทศไทย แต่เราจะเป็นกระบอกเสียงสำคัญร้อง ซึ่งเราพร้อมเดินหน้าเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เพื่อพ้นจากประเทศไทย