คนไทยต้องอึดคู่ทำใจ วิจัยกรุงศรีส่องศก.ไทยเฉลี่ยโตต่ำ 2.1% นาน 3 ปีติดกันถึงปี 2571 แถมโตต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ชาติอาเซียนนาน 3 ปี ส่งออกหด ท่องเที่ยวไม่ฟื้น 100% ถึงปี 2571 หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดใน 5 ชาติอาเซียน

คนไทยต้องอึดคู่ทำใจ วิจัยกรุงศรี ส่องศก.ไทยเฉลี่ยโตต่ำ 2.1% นาน 3 ปีติดกันถึงปี 2571 แถมโตต่ำกว่าเฉลี่ย 5 ชาติอาเซียนนาน 3 ปี ส่งออกหด ท่องเที่ยวไม่ฟื้น 100% ถึงปี 2571 หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดใน 5 ชาติอาเซียน

วิจัยกรุงศรี เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมไทยจะยังคงซบเซาในปี 2569 จากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯต่อภาคส่งออก แต่มีทิศทางทยอยฟื้นตัวในช่วงปี 2570–2571 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ปรับดีขึ้น และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐตามแผน

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตช้า และต่ำกว่าระดับศักยภาพ ปัจจัยฉุดรั้งทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ คาดว่าช่วงปี 2569-2571 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 2.1% ต่อปี โดยเติบโตต่ำต่อเนื่องใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งนับเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตช่วง 10 ปีก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 (ปี 2553-2562) ที่ 3.6% ท่ามกลางแรงกดดัน ดังนี้

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ ในอัตรา 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 และผลของการที่คำสั่งซื้อถูกเร่งดำเนินการล่วงหน้าในปี 2568 ภาคส่งออกจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอนและมีแนวโน้มกีดกันทางการค้ายังเพิ่มความเปราะบางให้กับภาคการผลิตและการจ้างงาน

ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศในช่วงรัฐบาลรักษาการหรือการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นช่วงต้นปี 2569 อาจกระทบการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่อาจล่าช้าเล็กน้อย

หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลัง (Fiscal space) เหลือน้อยลง และจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปี 2569–2571

แม้หนี้ครัวเรือนของไทยจะทยอยลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 86% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 นับเป็นระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน-5 ขณะที่รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้าอาจกดดันการบริโภคภาคเอกชนและจำกัดประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบางประการที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่บ้าง อาทิ (1) ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่หดตัวลงในปี 2568 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนยังกังวลด้านความปลอดภัย แต่อาจได้แรงหนุนจากแรงส่งการเติบโตของการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศและเส้นทางบินใหม่จากจีนและอินเดีย จึงคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 35.5 ล้านคนในปี 2569 และปรับเพิ่มเป็น 37.5-39.5 ล้านคนในปี 2570-2571

(2) การลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ BOI ยังได้ดำเนินมาตรการ “Thailand FastPass” เพื่อเร่งรัดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ ตั้งแต่ปี 2566 ถึงต้นปี 2568 มูลค่าลงทุนราว 4.8 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนจริงได้เร็วขึ้น

สำหรับในระยะ 3 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2569-2571 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเติบโตในอัตราต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียน-5 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มอาเซียน-5 จะขยายตัวเฉลี่ยราว 4.2% ต่อปี ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ

ขณะที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง การขาดแคลนแรงงานและผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ ตลอดจนภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจะจำกัดการบริโภคภาคเอกชนและลดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการคลัง

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง แม้จะมีการเลือกตั้งในปี 2569 ก็ตาม แต่หากขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลัง อาจส่งผลทางลบต่อแรงส่งการเติบโตและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพในระยะปานกลาง

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles