ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025 (ตามเวลาในสหรัฐ) ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 48,367 จุด-94 จุด หรือ -0.20% ดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ระดับ 6,896 จุด -9 จุด หรือ -0.14% และดัชนีหุ้นนาสแดค ปิดที่ 23,419 จุด -55 จุด หรือ -0.24%
อย่างไรก็ตาม สิ้นสุดเดือนธันวาคม พบว่าดัชนีหุ้นดาวโจนส์ และดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ส่งผลทั้ง 2 ดัชนีหุ้นสำคัญดังกล่าวปิดรายเดือนขึ้นยาวนานที่สุดในรอบ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ในปี 2025 นี้ ดัชนีหุ้นสำคัญทั้ง 3 แห่ง ปิด +13.7%, +17.3% และ +21.3% ตามลำดับ โดยเฉพาะดัชนีหุ้นดาวโจนส์ในปี 2025 นี้กำลังจะทำสถิติปีที่ดีที่สุดในรอบ 4 ปีผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 2021
สาเหตุจาก นักลงทุนซื้อขายหุ้นเบาบางในช่วงเกือบวันสุดท้ายของปี 2025 ท่ามกลางการเปิดเผยรายละเอียดของบันทึกการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด พบว่ามุมมองของกรรมการส่วนใหญ่ยังคงส่งสัญญาณในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดในปี 2026
สำหรับตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดปี 2025 ได้ขยายตัวและสร้างสถิติที่น่าสนใจมากมาย เช่น ขนาดหรือมูลค่าตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐพุ่งทะยานเป็น 218% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ตัวเลขสัดส่วนดังกล่าวทำสถิติมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ สอดคล้องกับมูลค่าตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 68 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2,122 ล้านล้านบาท ทำสถิติมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์
ที่สำคัญ มูลค่าและขนาดตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐมีขนาดใหญ่โตและแซงขนาดเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันที่มีมูลค่า 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 967.2 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดใหญ่กว่าถึง 2.2 เท่าของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ในช่วง 8 เดือนสุดท้ายของปี 2025 ยังพบว่าสัดส่วนดังกล่าวพุ่งสูงถึง 56% และนับตั้งแต่วิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในปี 2020 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาขยายตัวสูงและรวดเร็วมากถึงสองเท่าเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
ธนาคารยูบีเอส เอจี ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ชื่อดังระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า คาดการณ์ดัชนีหุ้น S&P 500 ในตลาดหุ้นนิวยอร์กสหรัฐจะพุ่งทะยานขึ้นอยู่ที่ระดับ 7,700 จุดภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งนำโดยหุ้นในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี ที่รู้จักกันดีในกลุ่มหุ้น 7 มหัศจรรย์ หรือ 7 Magnificent เช่น เมตะ อัลฟาเบธ อเมซอน ไมโครซอฟท์ แอปเปิล เป็นต้น และหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ สาเหตุจากบริษัทเหล่านี้มีความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่องในปี 2026 รวมถึงบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพให้มีชีวิตยืนยาว