นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงทิศทางราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในระยะนี้ โดยระบุว่าปัจจัยหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งท่าทีของสหรัฐฯ ไปจนถึงสถานการณ์ในอิหร่าน รวมถึงการที่ธนาคารกลางในหลายประเทศทุ่มสะสมทองคำเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาทองคำพุ่งทะลุเป้าที่วางไว้เร็วกว่าที่ประเมินอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ สมาคมฯ ประเมินเป้าหมายราคาทองคำโลกไว้ที่ 4,800 ถึง 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2569 ราคาทองทะลุเป้าไปแล้ว ที่ระดับ 4,952 ดอลลาร์/ออนซ์ และมีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมที่ไตรมาส 3 โดยอาจเห็นราคาดังกล่าวในเร็ววันนี้ ซึ่งอาจได้เห็นภายในเดือนมกราคม ทำให้ราคาทองมีแนวโน้มจะขึ้นไปถึง 75,000 บาทได้ในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน
นายกสมาคมค้าทองคำยอมรับว่าสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้คาดเดาทิศทางได้ยาก และต้องปรับประมาณการณ์ราคาทองใหม่อีกครั้ง สิ่งสำคัญคือท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่มีส่วนให้ตลาดทองคำโลกปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นของทองคำเพียง 23 วันของปีนี้ก็พุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 600 ดอลลาร์ มองว่าทรัมป์มีส่วนปั่นราคาเพื่อสร้างกำไรด้วย ไม่เช่นนั้นเพียงแค่คำพูดก็คงไม่ทำให้ทองโลกพุ่งเร็วและแรงขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น แต่ร้านทองรายย่อย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดกลับเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นายกสมาคมค้าทองคำประเมินว่า ปีนี้อาจจะมีร้านทองปิดตัวลงนับร้อยแห่งต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
เนื่องจากยอดขายทองรูปพรรณซบเซาหนัก เพราะราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อของผู้บริโภค และ คนส่วนใหญ่หันซื้อทองแท่งเก็งกำไร ประกอบกับรายได้หลักจากการรับจำนำทองลดน้อยลง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจขายทองออกไปหมดแล้วในช่วงที่ราคาพุ่งสูง
ทั้งนี้ นายกสมาคมค้าทองคำชี้ให้เห็นว่า การปิดตัวของร้านทองไม่ใช่การขาดทุนจากราคาสินค้า แต่เป็นการตัดสินใจ “ปิดเพื่อกำไร” ในจังหวะที่ราคาทองเป็นขาขึ้น ประกอบกับทายาทรุ่นใหม่ขาดความสนใจในการสานต่อธุรกิจ ท่ามกลางต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้นแต่รายได้จากการขายปลีกกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ