ดาว (DOW) กลุ่มยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเตรียมปลดพนักงานจำนวนมากถึง 4,500 คน ส่งผลให้เป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในปี 2026 นี้ ที่สำคัญนับเป็นเป็นการตรวจพนักงานรอบที่ 2 ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมารวมกันทั้งสิ้น 6,000 คน สำหรับการประการจำนวน 4500 คนในครั้งนี้เพื่อเป้าหมาย เพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทให้ได้อย่างน้อย 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 63,000 ล้านบาท
สาเหตุจากทั้งอุตสาหกรรมและตลาด เคมีภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการใช้เคมีภัณฑ์ยังคงตกอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ โดยเฉพาะตลาดเคมีภัณฑ์ในทวีปยุโรป ที่ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในโครงสร้างของตลาดและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และกฎเกณฑ์ในการเปลี่ยนแปลงและดูแลรักษาสภาวะสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัจจัยกดดันกับอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในยุคนี้
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2025 ที่ผ่านมา ดาว (DOW) กลุ่มยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเตรียมปลดพนักงานจำนวนมากถึง 1,500 คน โดยจะเน้นการปลดพนักงานของบริษัทดาวที่อยู่ในทวีปเอเชีย และยุโรปเป็นหลักสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของนโยบายในการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร รวมถึงเป้าหมายในการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 34,000 ล้านบาท สาเหตุมาจากภาวะตลาดอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ซบเซาต่อเนื่อง รวมถึงแรงกดดันที่มีต่อความสามารถในการทำกำไรลดต่ำลงมาก
ผลพวงจากสภาวะตลาดเคมีภัณฑ์ที่ชะลอตัวและต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้นโยบายด้านราคามีผลกระทบต่อกำไรลดต่ำลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ประสบปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในยุโรปและเอเชีย สำหรับตลาดในยุโรปนั้นบริษัทดาวต้องเผชิญกับการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบข้อบังคับใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยนี้ส่งผลให้บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเคมีระดับโลกต้องทบทวนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในตลาดยุโรป
ในปี 2025 ที่ผ่านไป บริษัทดาวคาดการณ์ว่า จะเริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมระหว่าง 300-500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10,200-17,000 ล้านบาทจากนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายเดิมที่กำหนดไว้ ในขณะที่บริษัทคาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสปัจจุบันจะอยู่ที่ 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 350,200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเป็นตัวเลขคาดการณ์ยอดขายที่ต่ำกว่านักลงทุนและตลาดตั้งเป้าไว้ที่ 10,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 366,520 ล้านบาท
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2025 พบว่า ยอดขายสุทธิในกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และ เมล็ดพลาสติกประเภทพิเศษ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มธุรกิจนี้เป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทดาวนั้น ชะลอตัวเหลือเพียง 5,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 180,880 ล้านบาท ลดลงถึง -5.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2023
ทั้งนี้ เมื่อมกราคม 2025 ข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทดาว (Dow) ที่เปิดกิจการในประเทศไทย พบว่า ดาวเริ่มดําเนินธุรกิจในไทยตังแต่ปี พ.ศ. 2510 และได้ร่วมกับบริษัท เอสซีจี ก่อตังกลุ่มบริษัทร่วมทุนเอสซีจี-ดาว ในปี พ.ศ. 2530 (ในปี 2565 เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รีแบรนด์เป็นเอสซีจีซี) โดยในปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ประกอบด้วยบริษัทซึ่ง Dow เป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว ได้แก่ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จํากัด 2) บริษัท คาร์ไบด์ เคมิคอล (ประเทศไทย) จํากัด 3) บริษัท โรห์ม แอนด์ ฮาสส์ เคมิคอล (ประเทศไทย) จํากัด กลุ่มบริษัทร่วมทุนเอสซีจีซี-ดาว ได้แก่ 4) บริษัท สยามโพลีสไตรีน จํากัด 5) บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จํากัด 6) บริษัท สยามสไตรีนโมโนเมอร์ จํากัด 7) บริษัท สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ จํากัด
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทร่วมทุนระหว่าง Dow และ โซลเวย์ในประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ปัจจุบัน ดาวประกอบด้วย 13 โรงงาน ซึงเป็นฐานการผลิตทีใหญ่ทีสุดของดาวในภาคพืนเอเชียแปซิฟิกโดยมี โรงงานตังอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัด
ระยอง