สภาพัฒน์ ชี้หนี้ครัวเรือน ไตรมาส 3/67 โตชะลอ จากแบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ แต่หนี้เสียยังสูง รายได้ไม่พอกับภาระ ต้องกู้แหล่งอื่นหมุนจ่าย

สภาพัฒน์ ชี้ หนี้ ครัวเรือน ไตรมาส 3/67 โตชะลอ จากแบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ แต่หนี้เสียยังสูง รายได้ไม่พอกับภาระ ต้องกู้แหล่งอื่นหมุนจ่าย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะสังคมไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2567 ว่าภาวะหนี้ครัวเรือนของไทย ในไตรมาสที่ 3 ปีก่อน หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 16.34 ล้านล้านบาท คิดเป็น 89% ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนคิดเป็น 89.8%ต่อจีดีพี โดยหนี้ครัวเรือนมีทิศทางที่ลดลงโดยในไตรมาสที่ 1 ถึง 2 ของปี 2568 ที่ตัวเลขจีดีพีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นก็ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงอีก

แต่หากดูในเรื่องคุณภาพของสินเชื่อของครัวเรือน ยังถือว่าปรับลดลงต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร พบว่าคุณภาพของสินเชื่อลดลงพบว่ามูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไปหรือตัวเลขที่เป็นหนี้ NPLs ต่อสินเชื่อรวมมีมูลค่ารวม 1.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.1% หรือคิดเป็น 8.78% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 8.48% ของไตรมาสที่ผ่านมา โดยสัดส่วนดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นในสินเชื่อเกือบทุกประเภท ยกเว้นสินเชื่อทางการเกษตร

ข้อมูลยังพบด้วยว่าหนี้ที่ผิดชำระหนี้มากที่สุดยังเป็นหนี้บัตรเครดิต โดยมีสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมสูงถึง 12.58% รองลงมายังเป็นสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยการเพิ่มขึ้นของ NPLs ต้องยอมรับว่ามาจากรายได้ของแรงงานยังไม่เพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือน และหนี้ NPLs ลดลง แม้ว่าจีดีพีมีการขยายตัว 2-3% รายได้ของแรงงานมีการปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยแต่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้แรงงานมีภาระที่ต้องใช้หนี้ในแต่ละงวดจำนวนมาก และอาจทำให้ต้องมีการกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นๆ มาเพื่อหมุนเวียนชำระหนี้และใช้จ่ายทำให้ปัญหาหนี้สินของประชาชนยังไม่ได้ลดลงได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการทำโครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือปรับโครงสร้างให้กับกลุ่มที่ผิดชำระหนี้ไม่เกิน 1 ปี แต่หลังจากเปิดโครงการไประยะหนึ่งแล้วพบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว 642,030 ราย รวม 746,912 บัญชี จากจำนวนลูกหนี้รายย่อย และ SMEs ที่เข้าข่ายร่วมโครงการกว่า 1.9 ล้านราย จำนวน 2.1 ล้านบัญชี ซึ่งถือว่ายังน้อยกว่าเป้าหมายค่อนข้างมาก โดยล่าสุด ธปท.ได้ประกาศขยายโครงการออกไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้

ทั้งนี้ภาครัฐได้หารือกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ในการปรับรูปแบบโครงการ และขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีการขยายโครงการให้ครอบคลุมกลุ่มนอนแบงก์ ขณะที่คงจะต้องมีการปรับรูปแบบโครงการ และประชาสัมพันธ์โครงการมากขึ้น

ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนว่าข้อกำหนดในมาตรการบางส่วนเป็นอุปสรรคกับผู้เข้าโครงการ เช่น เมื่อเข้าโครงการแล้วห้ามกู้ยืมเงินเพิ่มเติมในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่ามาตรการนี้เป็นการปรับโครงสร้าง และการแก้หนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่เข้าโครงการนี้ไปกู้หนี้ยืมสินที่อื่นในช่วงที่มีการเข้าโครงการแก้หนี้อยู่เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาหนี้ในกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles