นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2567 ว่า ภาวะหนี้ครัวเรือนในไทยช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ชะลอตัวลงมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน มีมูลค่า 16.34 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจะขยายตัว 0.7% ขณะที่ข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร พบว่า ในไตรมาส 3 ปีผ่านมา มูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท ขยายตัว 14.1% หรือคิดเป็นสัดส่วน 8.78% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 8.48% ของไตรมาสที่ผ่านมา
ด้านหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ ปรากฏว่ามีมูลค่า 1.76 แสนล้านบาท ขยายตัว 15.9% คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.28% เพิ่มขึ้นจาก 3.16% จากไตรมาสก่อนหน้า หากพิจารณาสัดส่วน NPLs ในภาพรวมพบว่า ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการเกษตร โดยสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ครัวเรือนมีการผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด มีสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมที่สูงถึง 12.58% ถัดมาเป็นสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ตามลำดับ ในด้านสินเชื่อค้างชำระระหว่าง 30 – 90 วัน หรือ SML ต่อสินเชื่อรวม พบว่าปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.52% เมื่อเทียบกับ 3.66% ของไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากลดลงทุกประเภทสินเชื่อ
ทั้งนี้การชะลอตัวของหนี้สินครัวเรือนทำให้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 89% จาก 89.8% ของไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งการปรับลดลงของสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ข้างต้น ไม่ได้สะท้อนว่าปัญหาหนี้สินครัวเรือนลดลงเพราะเกิดจากการชะลอตัวของหนี้สินครัวเรือนเป็นหลัก หากหนี้ครัวเรือนและตัวเลขจีดีพีขยายตัวในอัตราที่ต่ำทั้งคู่ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนในระยะถัดไป และทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนมีแนวโน้มลดลงได้
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียมาจากรายได้ของแรงงานยังเพิ่มขึ้นไม่มากพอที่จะทำให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือน และยอด NPLs ลดลง แม้ GDP จะขยายตัว 2-3% รายได้ของแรงงานปรับเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้แรงงานมีภาระที่ต้องใช้หนี้ในแต่ละงวดมากขึ้น จนอาจต้องไปกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่น ๆ มาหมุนจ่ายหนี้ ทำให้ปัญหาหนี้สินยังไม่ได้ลดลงได้เร็วในระยะต่อไป