เจเคเอ็นเลิกทีวีช่อง 18 จบธุรกิจลงทุนทำทีวีกว่า 1,000 ล้านบาท เปิดมาเกือบ 5 ปี ดูได้วันสุดท้าย 25 ม.ค.นี้ กสทช.เปิดทีวีดิจิทัลมา 12 ปี คืนรวม 10 ช่อง

เจเคเอ็น เลิกทีวี ช่อง 18 จบธุรกิจลงทุนทำทีวีกว่า 1,000 ล้านบาท เปิดมาเกือบ 5 ปี ดูได้วันสุดท้าย 25 ม.ค.นี้ กสทช.เปิดทีวีดิจิทัลมา 12 ปี คืนรวม 10 ช่อง

วันนี้ 13 มกราคม 2026 สถานีโทรทัศน์ช่อง 18 ขึ้นข้อความวิ่งด้านล่างของหน้าจอโทรทัศน์ มีดังนี้ เรียนผู้ชมทุกท่าน สถานีวิทยุโทรทัศน์ทีวีดิจิทัล ช่อง 18 ดำเนินการออกอากาศ วันสุดท้ายวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 24.00 น. และจะยุติการออกอากาศ วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 00.00 น. เป็นต้นไป สำหรับสถานีวิทยุโทรทัศน์ทีวีดิจิทัลช่อง 18 ดำเนินกิจการโดยบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN โดยมีนายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือแอนเป็นผู้ก่อตั้ง

ขณะที่ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศาลแขวงพระนครใต้นัดฟังคำพิพากษานายระวีวัฒน์ มาศฉมาดล กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.มาสเตอร์ สไตล์ (MASTER) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ จำเลยที่ 1-2 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกแจ้งแก่โจทก์ โดยชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสองไม่สามารถคืนเงินให้แก่โจทก์ในวันเวลาตามที่แจ้งได้ การหลอกลวงนั้น จำเลยทั้งสองได้ทรัพย์สินจากโจทก์ จำนวน 30 ล้านบาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

เมื่อศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 พ.ย. 2568 แต่เมื่อถึงเวลานัดดังกล่าว จำเลยที่ 2 นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือแอน ไม่มาศาล และไม่แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถมาขึ้นศาลได้ ศาลพิเคราะห์ว่าเป็นพฤติการณ์ทำให้เห็นว่าจงใจหลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 คือนายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือแอน มาฟังคำพิพากษาต่อไป

การประกาศยุติการออกอากาศของช่อง 18 ดังกล่าว ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 18 เหลือเวลาในใบอนุญาติอีกราว 5 ปีจนถึงปี 2572 ต้องสิ้นสุดกิจการลงหลังจากเปิดบริการมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ด้วยการใช้เงินลงทุนมากถึง 1,060 ล้านบาทเข้าซื้อกิจการช่อง 18 เดิมจากบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (DN) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่อง 18 หรือ NEW18 จากกลุ่มครอบครัวเหตระกูลในปี 2556 ที่ประมูลช่องดังกล่าวมาในราคา 1,310 ล้านบาท

ในครั้งนั้น บริษัทเจเคเอ็นใช้เงินลงทุนเข้าซื้อหุ้นของบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (DN) ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่อง 18 หรือ NEW18 เดิม รวมทั้งอาคารสำนักงาน ห้องส่งใช้ผลิตและออกอากาศรวม 3 สตูดิโอ อุปกรณ์ออกอากาศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่ ย่านแบริ่ง รวมด้วยมูลค่า 1,046 ล้านบาท เพื่อนำมารีแบรนด์เป็นช่องเจเคเอ็น18

ต่อมาในเดือนกันยายนปี 2566 กลุ่มท็อปนิวส์ ร่วมกับกลุ่มเจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย ของนายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ได้เปิดเผยถึงการเจรจาเข้าซื้อช่องเจเคเอ็น18 ด้วยเงินประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อเข้ามาผลิตรายการข่าวในช่องนี้ตั้งแต่ 18 กันยายน 2566 ต่อมาในปี 2568 กลุ่มท็อปนิวส์ยุติการทำรายการข่าวกับบริษัทเจเคเอ็น

ก่อนหน้านี้ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีมติปลด และถอดบริษัทเจเคเอ็นออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตลาดหุ้น เนื่องจากเปิดข้อมูลงบการเงินปี 2566 เป็นเท็จ

(BTimes หน้า 2/2) ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 บริษัทเจเคเอ็นทำการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A ซึ่งจ่ายได้บางส่วน ส่งผลกระทบไปยังหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท

ต่อมาเดือนมิถุนายน ปี 2567 นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ในเวลานั้น ประกาศวิธีการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ทุกราย ด้วยการตั้งเป้าหมายใช้เวลาภายใน 5 ปี จะสามารถชำระหนี้ได้ครบ 100% พร้อมจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 1.7% ต่อปี ประกอบด้วย ในช่วง 4 ปีแรกจะจ่ายคืนเงินต้นคิดเป็น 50% ของหนี้หุ้นกู้ทั้งหมดจำนวน 3,378 ล้านบาท แบ่งเป็นปีแรกจ่าย 338 ล้านบาท ปีที่สองจ่าย 350 ล้านบาท ปีที่สามจ่าย 450 ล้านบาท ปีที่สี่จ่าย 550 ล้านบาท คิดเป็น 16.3% ส่วนปีที่ 5 จะจ่ายส่วนที่เหลืออีก 1,690.37 ล้านบาท ในเวลาต่อมาบริษัทดังกล่าวไม่สามารถจัดการสภาพคล่องให้เป็นไปตามแผน ทำให้ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ จนนำไปสู่การยื่นฟื้นฟูกิจการ

ในที่สุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เปิดเผยว่ามีมติยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทเจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เนื่องจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีเหตุอันสมควร และไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ตามกฎหมาย ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายอีกต่อไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศระบบดิจิทัล หรือทีวีดิจิทัลรวม 24 ช่อง ซึ่งได้รับใบอนุญาตผ่านการประมูลของกสทช. อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปัจจุบันในเดือนมกราคม 2569 พบว่า ทีวีดิจิทัลมีจำนวนหดหายไปรวม 10 ช่อง เนื่องจากกสทช.เปิดให้ผู้ประกอบกิจการคืนช่องทีสีได้ท่ามกลางใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี ที่จะครบอายุในปี 2572

ติดตาม BTimes ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้
Latest Posts

Related Articles