นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวในระหว่างการชี้แจง Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจชะลอลงจากครึ่งปีแรก จากการฉุดรั้งของทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักร และปัจจัยเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่ทำให้ในปี 69 และ 70 อาจยังโตต่ำกว่าศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
โดยประเมินว่า ปี 69 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในปี 68 จากนั้นในปี 70 อาจขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 2.3% ดังนั้น ปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเบ้ไปทางต่ำ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีออกมาเพิ่มเติม 2.ความล่าช้าของกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และ 3.การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันสูงและการเข้าถึงสินเชื่อ
ขณะที่ การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% จากการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.68 เนื่องจากต้องการให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง และทำให้เกิดความมั่นใจว่าภาวะการเงินโดยรวมจะช่วยเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งนโยบายการเงินจะเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิผลมาตรการการเงินและนโยบายอื่น ๆ ของภาครัฐที่ทยอยออกมา ขณะเดียวกัน เชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว เนื่องจากธุรกิจและครัวเรือนยังระมัดระวังการก่อหนี้และการลงทุน รวมถึงสถาบันการเงินยังมีความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง
“การที่อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเช่นนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมความเปราะบางที่มาจากดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน รวมถึงพื้นที่ของนโยบายการเงินที่จะรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะมีขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งเมื่อมองไปในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่อาจจะเข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร”
น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวสูงกว่าประเทศอื่น แต่ในปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้การส่งออกไม่ได้เป็น Engine growth ดังเช่นในอดีต และหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ไทยได้ผลดีจากการเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีน้อยมาก ในขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องแม้ปี 68 ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยจะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักถึง 12% แต่ก็ไม่ใช่ engine growth อย่างในอดีต เพราะมากกว่า 50% มาจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนว่าเป็นการกระจุกตัว และเป็นสินค้าส่งออกที่มี import content สูง ดังนั้นจึงเป็นผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศแทบไม่เติบโตเลย
ส่วนภาคการท่องเที่ยว พบว่าในประเทศคู่แข่งของไทยในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ต่างมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดแล้ว ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด โดยล่าสุดในปี 68 มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 33 ล้านคน ลดลง 7% สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกัน
ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1.3% ชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 3.0% ทำให้คาดว่าทั้งปีที่แล้วจะขยายตัวราว 2.2% ส่วนในปี 69 ธปท. มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวตามรายได้จากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยคาดว่าปี 69 การส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 0.6%
นอกจากนี้ ในปี 69 เศรษฐกิจยังเผชิญกับแรงส่งของภาครัฐที่แผ่วลง อันเนื่องจากกระบวนการผ่านงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่ล่าช้าไปประมาณ 1 ไตรมาส เนื่องจากมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งและรอรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 35 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยกลับมา รวมถึงการขยายเส้นทางบินในยุโรป และตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น
ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงภาพรวมอัตราเงินเฟ้อของไทยว่า ยังอยู่ในระดับต่ำ สืบเนื่องจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยข้อมูลเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ทั้งปี 68 ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานล่าสุดอยู่ที่ -0.14% แม้ว่า CPI จะติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาส แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาในระยะข้างหน้าทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% โดย ธปท.คาดว่า CPI จะกลับเข้าสู่กรอบในช่วงครึ่งแรกของปี 70