นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมาที่สะเทือนถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า ระยะสั้น มีผลกระทบรุนแรง ระยะเวลา 10-14 วัน สูญเสียนักท่องเที่ยว 10-15% จำนวน 1.2-1.5 แสนคน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 5,000-6000 ล้านบาท
ส่วนในระยะกลาง มีผลกระทบ 2-16 สัปดาห์ สูญเสียนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2 รวม 3-4 แสนคน มูลค่า 1.2-1.6 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวที่หายไปส่วนใหญ่เป็น Short Haul จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เวียดนาม ที่วางแผนเดินทางมา กทม. และภาคเหนือ
กลุ่ม Long Haul ที่นิยมท่องเที่ยว ภูเก็ต สมุย กระบี พังงา พัทยา และหัวหิน ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมา 90-95% ในช่วงสงกรานต์ และกลับมาปกติในไตรมาส 3
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยถึงสถานการณ์การจองโรงแรมภายหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ช่วงวันที่ 29-30 มี.ค. 68 มีการยกเลิกการจองห้องพักทั่วประเทศทั้งหมด 1,100 Booking โดยมองว่าเป็นจำนวนที่ไม่มาก สะท้อนจากยอดจองห้องพักช่วงสงกรานต์ก่อนหน้าเกิดเหตุแผ่นดินไหวมีจำนวนไม่หวือหวามาตั้งแต่ต้น ซึ่งคาดว่ายอดจองห้องพักทั่วประเทศเดือนเม.ย. นี้ น่าจะใกล้เคียงกับเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับเม.ย. 67 ที่ 65% โดยสะท้อนจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วคนอัดอั้นจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนอยากออกมาเที่ยว แต่มาปีนี้หรือเป็นปีที่ 3 หลังโควิด-19 จะเริ่มสะท้อนภาพเศรษฐกิจ และเริ่มเห็นตัวเลขที่แท้จริง
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั่วโลก และดีที่สุดต้องให้คนไทยออกมาเที่ยว โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ต้องรีบออกมา รีบใช้ หรือว่าถ้า 1 ล้านสิทธิ์ไม่เพียงพอ จะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านสิทธิ์ก็ได้ ขอให้ออกมากระตุ้น และประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่าเที่ยวไทยปลอดภัย
ทั้งนี้ เข้าใจว่าหลักเกณฑ์ของโครงการฯ ทุกอย่างผ่านหมดแล้ว ติดอยู่ที่วิธีจอง วิธีชำระเงิน หรือแพลตฟอร์ม ซึ่งตนเสนอไปว่า ไม่อยากใช้เว็บไซต์จองโรงแรมออนไลน์ (Online travel agencies: OTAs) เพราะการที่มีตัวกลาง จะเป็นการเพิ่มต้นทุนภาครัฐ และในอดีตโครงการลักษณะนี้ไม่ได้มีตัวกลาง
ส่วนโรงแรมนอกระบบ จำนวนทั้งประเทศคาดว่าน่าจะมากกว่าโรงแรมในระบบถึง 4-5 เท่า โดยปัจจุบันโรงแรมที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ที่ออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีทั้งหมด 16,000 โรงแรม แต่ใน OTAs มีผู้ประกอบการโรงแรมถึง 70,000-80,000 แห่ง
ทั้งนี้ การที่รัฐอยากดึงโรงแรมนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบนั้น จำเป็นต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงก่อนว่า ทำไมโรงแรมเหล่านั้นถึงไม่ยอมเข้าระบบ โดยมองว่าหลัก ๆ มาจาก 2 เหตุผล คือ ผ่านกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แต่ไม่ยอมเสียภาษี ค่าธรรมเนียม ซึ่งในส่วนนี้มองว่าปัจจุบันน่าจะมีจำนวนน้อยลง และคำจำกัดความของพ.ร.บ.โรงแรม คือโรงแรมขายรายวันได้เท่านั้น ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารก่อนหน้าที่จะจดใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม คือโรงแรมเป็นอาคารเพื่อสาธารณะ จึงเป็นอาคารควบคุม ทั้งทางหนีไฟ การดับเพลิง เป็นต้น ดังนั้น ต้องนำอาคารไปเปลี่ยนการใช้ หรือถ้าสร้างใหม่ต้องสร้างตามเกณฑ์ของโรงแรม และเมื่อได้ใบอนุญาตแล้วจึงจะมาจดใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ซึ่งมองว่าโรงแรมนอกระบบน่าจะมีเหตุผลนี้เป็นหลัก
“กฎหมายไม่ได้ห้ามเข้าระบบ และไม่เคยกำหนดขนาดของโรงแรม ขั้นต่ำสุดคือโรงแรมประเภท 1 ไม่เกิน 50 ห้อง ดังนั้น โรงแรมนอกระบบที่ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก ก็สามารถจดใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ประเด็นที่หลายคนเข้าไม่ได้เพราะดัดแปลงอาคารผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ มีกฎหมายที่อยู่เหนือกฎหมายควบคุมอาคาร คือผังเมือง และกฎกระทรวงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ถ้าภาครัฐอยากเชิญชวนให้โรงแรมนอกระบบเข้าระบบ ก็ต้องดู 2 ประเด็นนี้ด้วย ว่าชวนได้แค่ไหน หรือหย่อนได้แค่ไหน ซึ่งจะปลดล็อกไปได้เยอะ” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว